Blog
ReadyPlanet.com
dot
dot


การเรียนมหาวิทยาลัยยังคุ้มค่าไหม? บทวิเคราะห์จาก The Economistarticle
วันที่ 19/12/2025  08:39:43 AM ,ผู้เข้าชม : 21

 

Is it still worth going to University? ยังคุ้มค่าไหมกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัย The Economist

ยังคุ้มค่าไหมกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัย?

 

นี่คือหัวข้อที่ the Economist สื่อระดับโลกของอังกฤษด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ และการเมือง ได้ตั้งคำถามและวิเคราะห์ เอาไว้

เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ เห็นว่า สกู๊ปข่าวนี้เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและผู้ปกครอง โดยเฉพาะการวางแผนเรียนต่อมหาวิทยาลัย จึงช่วยแปลและทำสรุปให้ดังนี้

ในอดีต การเรียนปริญญามักนำไปสู่การได้งานมั่นคงและเงินเดือนดีแต่ทุกวันนี้ บัณฑิตรุ่นใหม่ในประเทศตะวันตกกลับพบว่า โอกาสในการทำงานมีน้อยลงกว่าเดิม ดังนั้น คำถามคือ การไปเรียนมหาวิทยาลัยยังคุ้มค่าอยู่ไหม?

ทุกวันนี้อัตราการว่างงานของบัณฑิตในสหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

ทำไมจึงเกิดแนวโน้มนี้?

มีทฤษฎีหนึ่งบอกว่า มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มเปิดรับนักศึกษาที่มีศักยภาพต่ำลงและไม่ได้สอนอย่างมีคุณภาพเท่าเดิม  ผลก็คือ นายจ้างเริ่มมองว่า บัณฑิตที่มีผลการเรียนกลางๆแทบไม่ต่างจากคนที่ไม่ได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย

อีกทฤษฎีหนึ่งชี้ว่า ปัจจุบัน งานที่ต้องใช้วุฒิปริญญามีจำนวนน้อยลงมาก เช่น เมื่อก่อนการใช้คอมพิวเตอร์ต้องอาศัยการเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ แทบทุกคนสามารถใช้เทคโนโลยีได้เองโดยไม่ต้องมีวุฒิใด ๆ

นอกจากนี้ จำนวนงานในอุตสาหกรรมที่เป็นสายบัณฑิตก็ลดลงเช่นกัน ในสหภาพยุโรป จำนวนคนที่ทำงานด้านการเงินและประกันภัยลดลงถึง 16% ระหว่างปี 2009–2024  ส่วนในอังกฤษ จำนวนคนอายุยี่สิบต้น ๆ ที่ทำงานด้านกฎหมายและการเงินลดลง 10% ตั้งแต่ปี 2016

 

หลายคนอาจโทษว่า AI แย่งงาน แต่ในความจริงแล้ว การลดลงของงานระดับบัณฑิตเริ่มมานานก่อนที่ ChatGPT จะถือกำเนิดเสียอีก

สาเหตุที่แท้จริงคือ อุตสาหกรรมที่เคยเป็นแหล่งจ้างงานหลักของบัณฑิต เช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนเผชิญภาวะยากลำบากหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2007–2009  ยุคทองของสายการเงินจึงสิ้นสุดลง และบริษัทเหล่านี้ก็ลดการจ้างงานบัณฑิตลง

ผลที่ตามมา ในอเมริกา คนหนุ่มสาวจำนวนมากจึงเริ่มตั้งคำถามว่า จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยดีไหม?

 

ข้อมูลจาก OECD ระบุว่า จำนวนนักศึกษาในระดับปริญญาตรีในสหรัฐฯ ลดลง 5% ระหว่างปี 2013–2022

อย่างไรก็ตาม ในประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนค่าเล่าเรียนมากกว่า เช่น ในยุโรป  คนหนุ่มสาวยังคงสมัครเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยกันอยู่ โดยจำนวนผู้เรียนในกลุ่ม OECD เพิ่มจาก 28 ล้านคนเป็น 31 ล้านคน ภายในสิบปีจนถึงปี 2022

 

แล้วนักศึกษากำลังเลือกเรียนถูกทางไหม?

บางทีปัญหาอาจไม่ใช่มหาวิทยาลัยแต่คือ การเลือกสาขาวิชาที่เรียน

สาขาศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ยังคงได้รับความนิยมสูงแม้กระทั่งวารสารศาสตร์ที่ตลาดงานหดตัวอย่างหนัก  หากแนวโน้มนี้สะท้อนความคิดของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับอนาคตของการทำงาน ก็อาจหมายความว่า พวกเขากำลังเจอกับความเสี่ยงครั้งใหญ่

 

แล้วในยุค AI ควรเรียนอะไรดี?

เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วทำให้อนาคตของงานเปลี่ยนไปด้วย  หลายคนเริ่มกังวลว่า ทักษะที่เรียนวันนี้อาจล้าสมัยในไม่กี่ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น การเขียนโค้ด (Coding) ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ AI ทำได้แทน

การสำรวจหนึ่งพบว่า สัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ในอเมริกาและอังกฤษที่มีความกังวลว่า AI จะทำให้ทักษะในงานของตน “ล้าสมัย” เพิ่มจาก 74% เป็น 91% ภายในเพียงหนึ่งปี

 

แล้วสาขาวิชาใดที่จะยังมีคุณค่า?

บางสาขายังคงเกี่ยวข้องและมีความต้องการสูง เช่น สาขาหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งช่วยให้มนุษย์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้สูงสุดหรืองานเชิงปฏิบัติ เช่น ช่างประปา ช่างไม้ ที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย และยังเป็นอาชีพที่สังคมให้คุณค่าอาชีพเหล่านี้มักไม่ต้องใช้วุฒิมหาวิทยาลัย แต่สามารถเรียนรู้ผ่านการฝึกงานหรือการฝึกอาชีพได้

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการเลือกสาขา คือการพัฒนาทักษะ Soft Skills เช่น การสื่อสาร การคิดเชิงวิพากษ์ ความน่าเชื่อถือ ความเห็นอกเห็นใจ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นเพราะทักษะเหล่านี้ใช้ได้ในทุกอุตสาหกรรม

 

ทักษะมนุษย์ที่ยังจำเป็น

ผลวิจัยของ OECD ปี 2019 ชี้ว่า มนุษย์จำเป็นต้องพึ่ง “ทักษะเฉพาะของมนุษย์” เพื่อความสำเร็จในอนาคต

สิ่งสำคัญคือ  การรู้วิธีเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง

งานที่ต้องใช้ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง เช่น งานดูแลผู้อื่น ยังต้องการมนุษย์เสมอ ดังนั้นทักษะอย่าง การเจรจา การจูงใจ และการเข้าใจผู้อื่น จะกลายเป็นหัวใจสำคัญ

ปัจจุบัน AI ยังไม่เก่งเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น ถ้ามนุษย์สามารถพัฒนา Soft Skills และปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ได้ ก็จะช่วยให้เรายังแข่งขันกับเครื่องจักรได้อยู่  และในการเรียนมหาวิทยาลัย แทบทุกหลักสูตรในระดับปริญญามักมีโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะเหล่านี้ผ่านงานกลุ่ม (group work),  การนำเสนอ (presentation),  หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตร (extra-curricular activities)

 

ประสบการณ์สำคัญกว่าปริญญา

สุดท้ายแล้วสาขาที่เรียนอาจไม่สำคัญเท่าประสบการณ์ที่ได้ เช่น การฝึกงานหรือทำงานจริงระหว่างเรียน

งานวิจัยพบว่าบัณฑิตที่จบในปี 2022 และเคยฝึกงานระหว่างเรียน มีโอกาสได้งานประจำภายใน 6 เดือนหลังจากเรียนจบสูงกว่าคนที่ไม่ได้ผ่านการฝึกงานถึง 23%

แม้เราจะไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างไรในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือนักศึกษาที่มีทักษะรอบด้าน มีใจรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีทัศนคติที่ดีย่อมไปได้ไกลในทุกเส้นทาง

 

บทความนี้เรียบเรียงและสรุปจากบทวิเคราะห์ของ The Economist

เรื่อง Is university still worth it?

ผู้สนใจสามารถรับชมบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ทาง YouTube ของ The Economist

https://www.youtube.com/watch?v=_O48-ao5_40


รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 

เรียนต่อป.ตรี NTU สิงคโปร์ ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่article
วันที่ 26/08/2025  13:01:00 PM ,ผู้เข้าชม : 254

 

อยากเรียนต่อป.ตรี NTU ต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่

 

มีหลายท่านถามเข้ามาว่า “ไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรัฐของสิงคโปร์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ต้องใช้เงินทั้งหมดเท่าไร?”

เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore ศูนย์แนะแนวศึกษาสิงคโปร์โดยเฉพาะ ขอยกตัวอย่างกรณีไปเรียนต่อ ป.ตรี ที่ NTU หรือ Nanyang Technological University มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังของสิงคโปร์ 

 
เรียนต่อ NTU สิงคโปร์ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
 

📌 ค่าเรียน ป.ตรี 

ค่าเรียนป.ตรี มาจากข้อมูลค่าเรียนต่อปี ประจำปี 2025 ของ NTU สำหรับ นร.ต่างชาติแบบจ่ายเอง ไม่ได้รับเงินอุดหนุนค่าเรียนบางส่วน (Tuition Grant) จากรัฐบาลสิงคโปร์

  • ค่าเรียน ป.ตรี สาขาบริหารธุรกิจและสาขาบัญชี = 1,180,000 บาทต่อปีโดยประมาณ
  • ค่าเรียน ป.ตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์, สาขาคอมพิวเตอร์, สาขาวิทยาศาสตร์, สาขาสังคมศาสตร์, สาขามนุษยศาสตร์และ สาขาครุศาสตร์ = 942,000 - 1,050,000 บาทต่อปีโดยประมาณ 
 
ค่าเรียนระดับปริญญาตรีที่ NTU สิงคโปร์
 

 📌 ค่าครองชีพโดยเฉลี่ยต่อปี

 
  • ค่าที่พัก + ค่าน้ำไฟอยู่ระหว่าง 250,000 - 624,000 บาทต่อปี* ขึ้นอยู่กับประเภทห้องที่เลือก ทำเลที่ตั้ง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับ

*ข้อมูลราคาตลาดค่าเช่าห้องเดี่ยวต่อปีในแฟลตรัฐบาล HDB ใกล้ๆมหาวิทยาลัย 

  •  ค่าอาหารจานเดียว + เครื่องดื่ม 3 มื้อต่อวันตามศูนย์อาหารทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่าง 140,000 - 280,000 บาทต่อปี
  • ค่าเดินทาง เช่น นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 31,000 - 37,000 บาทต่อปี
  • ค่า Internet โทรศัพท์มือถือแบบ Unlimited เฉลี่ยประมาณ 11,000 บาทต่อปี
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ซื้อขนม ของใช้ส่วนตัว และจิปาถะอยู่ระหว่าง 31,000 - 37,000 บาทต่อปี

📌 ค่าใช้จ่าย "ทั้งหมด" ของ นร.ต่างชาติของแต่ละคน จะมากน้อยต่างกัน มักจะขึ้นอยู่ประเภทที่พักและอาหารที่เลือกเป็นสำคัญ

 
ค่าครองชีพต่อปี เรียนต่อ NTU สิงคโปร์
 

📌 รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด

 
  • กรณีเรียน ป.ตรี สาขาบริหารธุรกิจ, สาขาบัญชี ซึ่งใช้เวลาเรียน 3 ปี 
  • ค่าเรียน + ค่าที่พัก + ค่าน้ำไฟ + ค่าอาหาร + ค่าเดินทาง + ค่า Internet + ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ตลอดระยะเวลา 3 ปี = 4,900,000 - 6,500,000 บาท
  • กรณีเรียน ป.ตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์, สาขาคอมพิวเตอร์, สาขาวิทยาศาสตร์, สาขาสังคมศาสตร์, สาขามนุษยศาสตร์, สาขาครุศาสตร์ ซึ่งใช้เวลาเรียน 4 ปี 
  • ค่าเรียน + ค่าที่พัก + ค่าน้ำไฟ + ค่าอาหาร + ค่าเดินทาง + ค่า Internet + ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ตลอดระยะเวลา 4 ปี = 5,600,000 - 8,100,000 บาท
 
รวมค่าใช้จ่ายเรียนปริญญาตรีที่ NTU สิงคโปร์ 3 ปี
 

รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 

อันดับมหาวิทยาลัยโลก ประจำปี 2026 ในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐของสิงคโปร์article
วันที่ 30/06/2025  08:43:20 AM ,ผู้เข้าชม : 113

 

อันดับมหาวิทยาลัยโลก ประจำปี 2026 ในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐของสิงคโปร์

รียนสิงคโปร์ Rian Singapore ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ ได้ติดตามการประกาศการจัดอันดับมหาวิทยาโลก ประจำปี 2026 ซึ่งมีมหาวิทยาลัยรัฐหลายแห่งของสิงคโปร์ติดอันดับดังนี้

 QS World University Rankings 2026

เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ประจำปี 2026 จัดอันดับโดย Quacguarelli Symonds หรือ QS 

QS เป็นบริษัทจากอังกฤษที่เชี่ยวชาญการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่างประเทศและได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกมาตั้งแต่ปี 2004 

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยปี 2026 มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกมากกว่า 1,500 แห่ง

 
์NUS สิงคดปร์ ติดอันดับ 8 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS ปี 2026

National University of Singapore (NUS) 

  • เป็นมหาวิทยาลัยรัฐแห่งแรกและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ 
  • ติดอันดับ 8 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS ปี 2026
  • เป็นมหาวิทยาลัยจากทวีปเอเชียเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ Top 1-10 ของโลก ที่เหลือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของ USA 4 แห่ง มหาวิทยาลัยชั้นนำของ UK 4 แห่งและมหาวิทยาลัยจากสวิตเซอร์แลนด์ 1 แห่ง
  • เป็นมหาวิทยาลัยจากทวีปเอเชียที่อันดับโลกดีที่สุดเป็นอันดับ 1
 
NTU สิงคโปร์ ติดอันดับ 12 ของโลกในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของ QS ปี 2026
 

Nanyang Technological University (NTU)

  • เป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่เก่าแก่เป็นลำดับ 2 ของประเทศสิงคโปร์
  • อยู่อันดับ 12 ของโลกในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของ QS ปี 2026
  • อยู่อันดับ 3 ของทวีปเอเชียหากเทียบอันดับโลกกับกลุ่มมหาวิทยาลัยจากเอเชียด้วยกัน 
  • อันดับโลกดีขึ้นหากเทียบกับการจัดอันดับโลกปี 2025 ซึ่งครั้งนั้น NTU ได้อันดับ 15 ของโลก

มหาวิทยาลัยรัฐของสิงคโปร์แห่งอื่นๆที่ติดอันดับ

  • Singapore Management University (SMU) อันดับ 511 ของโลก 
  • Singapore University of Technology and Design (SUTD) อันดับ 519 ของโลก 

เปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับ

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับ 221
  • มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับ 358
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับ 526
  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับ 551
 
รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore
ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 

เผยผลสำรวจเงินเดือนเริ่มต้นโดยเฉลี่ยของบัณฑิตจบใหม่ article
วันที่ 13/06/2025  08:20:04 AM ,ผู้เข้าชม : 263

 

ผลสำรวจเงินเดือนบัณฑิตจบใหม่จากสถาบันอุดมศึกษาเอกชนสิงคโปร์ปี 2024
 

เผยผลสำรวจเงินเดือนเริ่มต้นโดยเฉลี่ยของบัณฑิตจบใหม่จากสถาบันอุดมศึกษาเอกชนสิงคโปร์ ปี 2024

เมื่อไม่นานมานี้ Skills Future Singapore สิงคโปร์ได้เปิดเผยผลสำรวจการจ้างงานของนักศึกษาจบใหม่ที่จบระดับ ป.ตรี จากกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเอกชนสิงคโปร์ ประจำปี 2024 ซึ่งเป็นปีล่าสุด

"เรียนสิงคโปร์" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ เห็นว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจในผลสำรวจนี้ "เรียนสิงคโปร์" จึงขอสรุปแยกประเด็นดังนี้

  • อัตราการถูกจ้างงานปี 2024 = 46.4% ลดลงจากเดิมหากเทียบกับปี 2023 ซึ่งอัตราการถูกจ้างงาน = 58.7% ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลงและความต้องการการจ้างงานลดลง
  • เงินเดือนเริ่มต้นโดยเฉลี่ยที่ได้รับ = 3,500 เหรียญสิงคโปร์ หรือคิดเป็นไทย x 26 บาท = 91,000 บาทต่อเดือนโดยประมาณ (ในขณะที่นักศึกษาจบใหม่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐสิงคโปร์ได้รับเงินเดือนเริ่มต้นโดยเฉลี่ย = 4,500 เหรียญสิงคโปร์หรือประมาณ 117,000 บาท)
  • กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ มีอัตราถูกจ้างงานสูงสุด รองลงมาคือกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์
  • กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศหรือที่เกี่ยวข้องได้รับเงินเดือนเริ่มต้นโดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ 4,080 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 106,000 บาทต่อเดือนโดยประมาณ

หมายเหตุ : สำรวจโดย Skills Future Singapore ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะคนสิงคโปร์ตลอดชีวิต โดยสำรวจนักศึกษาจบใหม่ทั้งหมด 9,600 คนจากสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 29 แห่งทั่วประเทศซึ่งมีนักศึกษาตอบกลับผลสำรวจจำนวน 3,500 คน


รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 

SMU เตรียมออกTranscript รูปแบบใหม่ นำเอากิจกรรมนอกห้องเรียน + ทักษะ (Skills) ของนักศึกษามาแสดงในTranscript article
วันที่ 09/04/2023  12:13:40 PM ,ผู้เข้าชม : 450

 

SMU เตรียมออกใบ Transcript รูปแบบใหม่ แสดงกิจกรรมนอกห้องเรียน + ทักษะ
SMU มหาวิทยาลัยรัฐลำดับที่ 3 ของสิงคโปร์ เตรียมออกใบ Transcript รูปแบบใหม่ จากเดิมที่ใบ Transcript แสดงรายวิชาที่เรียนและเกรดที่ได้เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป

"Straits Times" สื่อสิงคโปร์ รายงานข่าวว่า Singapore Management University หรือ SMU มหาวิทยาลัยรัฐลำดับที่ 3 ของสิงคโปร์ เตรียมออกใบ Transcript รูปแบบใหม่ จากเดิมที่ใบ Transcript แสดงรายวิชาที่เรียนและเกรดที่ได้เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป

มาเป็น Transcript ที่นอกจากแสดงรายวิชาที่เรียนตามปกติแล้ว ยังเพิ่มการแสดงกิจกรรมนอกห้องเรียนที่นักศึกษาทำ (Co-Curricular Activities) และทักษะ (Skills) ที่นักศึกษาได้เรียนรู้ด้วย

นับเป็นมหาวิทยาลัยรัฐแห่งแรกของสิงคโปร์ที่เตรียมออกใบ Transcript รูปแบบใหม่แบบนี้ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าทางด้าน "การจัดการทางการศึกษา"ของ SMU ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญของเกรดในรายวิชาที่เรียนในห้องเรียนแต่เพียงอย่างเดียว

ใบ Transcript ที่แสดงข้อมูลรายวิชาที่เรียน + กิจกรรม + ทักษะ ของนักศึกษา จะเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2025 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า

สำหรับประเด็นใบ Transcript รูปแบบใหม่นี้ ได้ถูกประกาศในงานสัมมนาของ SMU ในหัวข้อ "การศึกษาแบบองค์รวมและทักษะที่นายจ้างต้องการ (Holistic Education and Skill Sets Employers Are Looking For)


 รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 

6 โรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ article
วันที่ 17/02/2023  22:37:47 PM ,ผู้เข้าชม : 1425

 

6 โรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์

 

เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore พาสำรวจ 6 โรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีอายุตั้งแต่ 100-200 ปี โดยปัจจุบันทั้ง 6 โรงเรียนยังคงเปิดการเรียนการสอนอยู่ ไม่เท่านั้นยังได้กลายเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับ Top ของประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิชาการและศิษย์เก่าซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนในฝันที่นักเรียนสิงคโปร์อยากเข้าไปเรียนกัน

เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore พาสำรวจ 6 โรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีอายุตั้งแต่ 100-200 ปี
จุดเริ่มต้นของสิงคโปร์สมัยใหม่

ก่อนจะทำความรู้จัก 6 โรงเรียนเก่าแก่อายุ 100-200 ปีของสิงคโปร์ จะต้องย้อนไปทำความรู้จักจุดเริ่มต้นของสิงคโปร์เสียก่อน กล่าวคือ สิงคโปร์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นในปี 1819 (พ.ศ.2362) เมื่อ Sir Thomas Stamford Raffles ชาวอังกฤษ ตัวแทนของบริษัท British East India Company ประเทศอังกฤษในขณะนั้น ได้มาตั้งสถานีการค้าที่สิงคโปร์ซึ่งในเวลาต่อมา สิงคโปร์ ก็ได้กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษในที่สุดในปี 1867 (พ.ศ.2410)

การก่อตั้งโรงเรียนในระบบในสิงคโปร์

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ตั้งแต่สิงคโปร์เป็นสถานีการค้าจนถึงช่วงที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษนั้น สิงคโปร์ได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนในระบบแล้วซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ 6 โรงเรียนเก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ในปัจจุบันซึ่งมีโรงเรียนใดบ้าง เรียนสิงคโปร์ Rian Singaporeได้รวบรวมข้อมูลไว้ดังนี้

Raffles Institution เป็นโรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ อายุกว่า 200 ปี
 

1. Raffles Institution

ก่อตั้งเมื่อปี 1823 หรือ พ.ศ. 2366 โดย Sir Thomas Stamford Raffles ชาวอังกฤษ บิดาผู้ก่อตั้งสิงคโปร์สมัยใหม่ ทำให้ Raffles Institution เป็นโรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ อายุกว่า 200 ปี ปัจจุบัน Raffles Institution เป็นโรงเรียนในกำกับของรัฐที่ไม่ใช่เพียงแค่เก่าแก่ที่สุดในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นโรงเรียนอันดับ 1 ของสิงคโปร์ซึ่งมีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงจบจากที่นี่มากมาย เช่น Yusof Ishak, Benjamin Sheares, Wee Kim Wee 3 อดีตประธานาธิบดีของสิงคโปร์ รวมถึง Lee Guan Yew, Goh Chok Tong 2 อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ไม่เพียงเท่านั้น Raffles Institution ยังแตกตัวให้กำเนิดโรงเรียนในเครืออีกแห่งที่ชื่อว่า Raffles Girls’ School ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วนเมื่อปี 1879 หรือ พ.ศ. 2422 หรือเมื่อ 140 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบัน Raffles Girls’ School ก็ได้ก้าวเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอันต้นๆของประเทศเคียงข้าง Raffles Institution ด้วย

โรงเรียน St. Margaret เป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศสิงคโปร์ อายุกว่า 180 ปี ก่อตั้งโดย Mrs. Maria Dyer มิชชันนารี จากประเทศอังกฤษ
 

2. St. Margaret’s School

เป็นโรงเรียนหญิงล้วนแห่งแรกในสิงคโปร์ ก่อตั้งเมื่อปี 1842 หรือ พ.ศ. 2385 ทำให้โรงเรียน St. Margaret เป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศสิงคโปร์ อายุกว่า 180 ปี ก่อตั้งโดย Mrs. Maria Dyer มิชชันนารี จากประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นเนื่องจากในช่วงเวลานั้น มีเด็กหญิงที่ยากจน ไร้บ้าน ขาดโอกาส จำนวนหนึ่งถูกนำไปประมูลขายเป็นทาสให้ครอบครัวที่มีฐานะเพื่อทำงานเป็นคนรับใช้ ทำให้มิชชันนารีท่านนี้ต้องการช่วยเหลือเด็กหญิงกลุ่มนี้ โดยให้การศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงเป็นจุดกำเนิดของการก่อตั้งโรงเรียนหญิงล้วนแห่งนี้ ปัจจุบันโรงเรียน St. Margaret แม้ว่าชื่อเสียงอาจจะดังไม่เท่าโรงเรียนหญิงล้วนชั้นนำของสิงคโปร์อย่าง Raffles’ Girls School, Nanyang Girls’ School, Methodist Girls’ School แต่ก็สามารถกล่าวได้ว่า เป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีชื่อเสียงตามหลังโรงเรียนเหล่านี้ไม่ห่างมากนัก

 
St. Joseph’s Institution เป็น 1 ในกลุ่มโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศทางวิชาการระดับชั้นนำของประเทศสิงคโปร์
 

3. St. Joseph’s Institution

เป็นโรงเรียนที่เก่าแก่เป็นอันดับ 3 ของสิงคโปร์ ก่อตั้งเมื่อปี 1852 หรือ พ.ศ. 2395 หรือเมื่อกว่า 170 ปีที่แล้ว ก่อตั้งโดยคณะภราดาลาซาล (La Salle Brothers) ทำให้เป็นโรงเรียนคาทอลิคแห่งแรกในสิงคโปร์ด้วย  ปัจจุบัน St. Joseph’s Institution เป็น 1 ในกลุ่มโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศทางวิชาการระดับชั้นนำของประเทศสิงคโปร์เช่นกัน  

 
รร Anglo-Chinese โรงเรียนจัดการเรียนการสอนโดยสอนวิชาต่างๆให้กับนักเรียนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลาง มีรูปแบบเป็นโรงเรียน 2 ภาษา จึงกลายเป็นที่มาของชื่อโรงเรียนคือ “Anglo-Chinese” (อังกฤษ-จีน)
 

4. Anglo-Chinese School (Independent)

เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับ Top 10 อีกแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ก่อตั้งเมื่อปี 1886 หรือ พ.ศ. 2429 หรือเมื่อเกือบ 140 ปีที่แล้ว โดยบาทหลวงจากคริสตจักรเมโธดิสต์ ตามประวัติในช่วงแรกที่โรงเรียนเริ่มเปิดสอน โรงเรียนจัดการเรียนการสอนโดยสอนวิชาต่างๆให้กับนักเรียนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลาง มีรูปแบบเป็นโรงเรียน 2 ภาษา จึงกลายเป็นที่มาของชื่อโรงเรียนคือ “Anglo-Chinese” (อังกฤษ-จีน) 

 
Methodist Girl's School ก่อตั้งเมื่อปี 1887 หรือ พ.ศ. 2430 หรือเกือบ 140 กว่าปีที่แล้ว
 

5. Methodist Girl’s School

ก่อตั้งเมื่อปี 1887 หรือ พ.ศ. 2430 หรือเกือบ 140 กว่าปีที่แล้ว ก่อตั้งโดยมิชชันนารีชาวออสเตรเลียชื่อ Sophia Blackmore โดยช่วงแรกของการเปิดโรงเรียนนั้น เปิดสอนให้เฉพาะนักเรียนหญิงเชื้อสายทมิฬซึ่งเวลานั้นโรงเรียนใช้ชื่อว่า “Tamil Girl’s School” ก่อนที่จะเป็น Methodist Girl’s School ในเวลาต่อมา ทุกวันนี้ Methodist Girl’s School ยังคงเป็นโรงเรียนหญิงล้วนเหมือนเมื่อ 140 กว่าปีที่แล้ว แต่ที่เปลี่ยนไปคือ โรงเรียนนี้มีนักเรียนหญิงชาวสิงคโปร์จากหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะนักเรียนเชื้อสายทมิฬ และได้เติบโตจนกลายเป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีชื่อเสียงและอยู่ในกลุ่มโรงเรียนระดับ Top ของประเทศสิงคโปร์ไปแล้ว

 
Hwa Chong Institution ก่อตั้งโดยนักธุรกิจชาวจีนที่ชื่อว่า Tan Kah Kee ในปี 1919 หรือ พ.ศ. 2462 โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อตั้งโรงเรียนชายล้วนสำหรับนักเรียนเชื้อสายจีนในชุมชนชาวจีนในสิงคโปร์
 

 6. Hwa Chong Institution

โรงเรียนก่อตั้งโดยนักธุรกิจชาวจีนที่ชื่อว่า Tan Kah Kee ในปี 1919 หรือ พ.ศ. 2462 โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อตั้งโรงเรียนชายล้วนสำหรับนักเรียนเชื้อสายจีนในชุมชนชาวจีนในสิงคโปร์ โดยเวลานั้นใช้ชื่อโรงเรียนว่า Chinese High School จนกระทั่งในปี 2005 หรือ พ.ศ. 2548 โรงเรียนได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร และได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนมาเป็น Hwa Chong Institution ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นโรงเรียนเก่าแก่ของสิงคโปร์ อายุมากกว่า 100 ปี และยังเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศทางวิชาการระดับ Top ของประเทศอีกด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า โรงเรียนที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงหลายแห่งในสิงคโปร์ มักก่อตั้งโดยบาทหลวงและมิชชันนารีของศาสนาคริสต์ มีบรรยากาศของความเป็นโรงเรียนคริสเตียน แต่สำหรับ Hwa Chong Institution แล้ว มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีจุดกำเนิดโดยชาวจีนเพื่อให้การศึกษานักเรียนจีนในสิงคโปร์ จึงเป็นโรงเรียนที่มีรากเหง้า กลิ่นอายและบรรยากาศของวัฒนธรรมจีนค่อนข้างเด่นชัด 
 
 การเข้าเรียนโรงเรียนเก่าแก่ของสิงคโปร์สำหรับนักเรียนไทย

ในทางปฏิบัติ นักเรียนไทยที่เรียนอยู่โรงเรียนไทย หากสนใจไปเรียนโรงเรียนเก่าแก่ของสิงคโปร์ข้างต้นซึ่งทั้งหมดเป็นโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ นักเรียนไม่สามารถไปติดต่อและสมัครเรียนกับโรงเรียนเหล่านี้ได้โดยตรง เพราะตามระเบียบของกระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ มีข้อกำหนดว่า นักเรียนต่างชาติที่จะเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ จะต้องสมัครสอบ AEIS ซึ่งเป็นการสอบส่วนกลางที่กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์เป็นคนจัดสอบให้กับนักเรียนต่างชาติเท่านั้น

 

นักเรียนไทยไม่สามารถเลือกโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ได้เอง

หากนักเรียนไทยคนใดคนหนึ่ง ทำผลงานสอบ AEIS ได้ดี-ดีมาก จนสอบผ่านได้ที่นั่งโรงเรียนรัฐบาล ทางกระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ จะจัดหาโรงเรียนรัฐบาลแห่งใดแห่งหนึ่งให้นักเรียนได้เรียน นักเรียนต่างชาติไม่สามารถเลือกโรงเรียนรัฐบาลที่ตนเองสนใจได้ จากระเบียบข้อนี้ แปลว่าถึงแม้ว่านักเรียนไทยคนใดคนหนึ่งสอบ AEIS ผ่าน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกเรียนกับโรงเรียนเก่าแก่ของสิงคโปร์ข้างต้นได้

 

ช่องทางที่เป็นไปได้ในการเข้าโรงเรียนเก่าแก่ของสิงคโปร์

ถึงแม้ว่าการสอบ AEIS ผ่าน ไม่ได้เป็นการการันตีว่า นักเรียนไทยจะได้เข้าไปเรียนต่อโรงเรียนรัฐบาลเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ แต่เมื่อสอบติดแล้ว ก็ขอให้เข้าไปเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งใดแห่งหนึ่งไปก่อน และรอจังหวะการสอบจบระดับ ป.6 ซึ่งมีการสอบส่วนกลางเพื่อจบประถมฯ เรียกว่าการสอบ PSLE หรือใครเรียนระดับมัธยมฯ ก็ให้รอการสอบจบ ม.4 ซึ่งมีการสอบส่วนกลางเพื่อจบระดับมัธยมศึกษาของสิงคโปร์ เรียกการสอบว่า GCE O Level หากทำผลสอบดังกล่าวในระดับที่ดีมากและยอดเยี่ยม โอกาสที่จะย้ายเข้าโรงเรียนเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงข้างต้น ยังคงมีโอกาสอยู่


รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore 

 ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 

NUS ติดอันดับ 2 มหาวิทยาลัยในเอเชียปี 2023article
วันที่ 30/11/2022  14:25:43 PM ,ผู้เข้าชม : 1300

 

NUS ติดอันดับ 2 มหาวิทยาลัยในเอเชีย QS Rankings ปี 2023
NUS หรือ National University of Singapore มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ถูกจัดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียในปี 2023

 NUS สิงคโปร์หล่นมาอยู่อันดับ 2 การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของเอเชียปี 2023 หลังครองอันดับ 1 ของเอเชียมาโดยตลอดใน 4 ปีหลังสุด

Quacquarelli Symonds (QS) ที่ปรึกษาการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาระหว่างประเทศจาก UK ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยจากภูมิภาคเอเชียประจำปี 2023 ซึ่งมีมหาวิทยาลัยจากเอเชียเข้าร่วมจำนวน 760 แห่ง

ผลการจัดอันดับปรากฏว่า NUS หรือ National University of Singapore มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ถูกจัดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียในปี 2023 โดยถูก Peking University มหาวิทยาลัยจากจีนแซงเป็นอันดับ 1

ส่งผลให้ NUS สูญเสียตำแหน่งแชมป์ของเอเชีย หลังจากตลอด 4 ปีที่ผ่านมา NUS ได้อันดับ 1 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยภูมิภาคเอเชียของ QS มาโดยตลอด

NTU หรือ Nanyang Technological University มหาวิทยาลัยเบอร์ 2 ของสิงคโปร์ อยู่อันดับ 5 ในปี 2023 หลังจากปีที่แล้วอยู่อันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย

ส่วนของไทย มหาวิทยาลัยที่มีอันดับดีที่สุดของการจัดอันดับดังกล่าวคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่อันดับ 37 ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่อันดับ 47 ของภูมิภาคเอเชีย

5 อันดับมหาวิทยาลัยในเอเชีย Ranking

รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 

 

สิงคโปร์เตรียมปรับขึ้นเงินเดือนครูปฐมวัย 10%-30%article
วันที่ 07/11/2022  15:18:36 PM ,ผู้เข้าชม : 998

 

สิงคโปร์เตรียมขึ้นเงินเดือนครูปฐมวัย 10-30%
สิงคโปร์ เตรียมขึ้นเงินเดือนครูปฐมวัย 10-30%

ภายในปี 2024 ครูระดับ preschool ของสิงคโปร์ จะมีฐานเงินเดือนอยู่ระหว่าง 2,900 - 6,600 เหรียญสิงคโปร์ต่อเดือน

หรือหากคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนช่วงนี้ X 27 บาท แปลว่าภายในปี 2024 ฐานเงินเดือนครูระดับเตรียมอนุบาล และระดับอนุบาลของสิงคโปร์ จะอยู่ระหว่าง 78,000 - 178,000 บาทต่อเดือนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ทักษะ และผลงานของครูแต่ละคน

ฐานเงินเดือนใหม่ดังกล่าวอยู่ในแผนของกระทรวงพัฒนาสังคมและครอบครัวของสิงคโปร์ ที่มีแผนปรับขึ้นเงินเดือนครูระดับเตรียมอนุบาล และระดับอนุบาล หรือ preschool ในโรงเรียนที่อยู่ในกำกับของรัฐบาลอีก 10-30% ภายใน 2 ปีนี้ ตามรายงานข่าวของสำนักข่าว Today Online ของสิงคโปร์  

เหตุที่ปรับเงินเดือนให้เพราะว่า ต่อไปครูระดับ preschool จะมีกรอบการทำงานมากขึ้น คือนอกจากจะสอนและดูแลเด็กในห้องเรียนแล้ว ครูยังต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครองและตัวแทนชุมชนอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเติบโตของเด็กอย่างมีคุณภาพด้วย

ข่าวการขึ้นเงินเดือนครูระดับ preschool ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษาของประเทศเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้นจึง ออกนโยบายขึ้นเงินเดือนครูเพื่อดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาเป็นครู และรักษาครูที่เก่งอยู่แล้วให้อยู่ในระบบการศึกษาของสิงคโปร์ต่อไป

เพราะครูที่เก่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการศึกษาของสิงคโปร์ให้อยู่แถวหน้าของโลกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และยังช่วยสร้างประชากรให้มีคุณภาพเพื่อพัฒนาประเทศต่อไปด้วย

 

รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 

การเทียบวุฒิ ม.6 สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนจบจากสิงคโปร์article
วันที่ 15/03/2021  13:39:57 PM ,ผู้เข้าชม : 2840

 

การเทียบวุฒิม.6 สำหรับนักเรียนไทยที่จบจากสิงคโปร์
 

การเทียบวุฒิม.6 สำหรับนักเรียนไทยที่จบจากสิงคโปร์

จะต้องเรียนจบมัธยมฯระดับใดในสิงคโปร์ จึงจะเทียบวุฒิเทียบเท่า ม.6 ของไทยเพื่อใช้ศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในไทยได้?

สมัยก่อน นักเรียนไทยเมื่อเรียนจบ ม.4 ที่สิงคโปร์ จะต้องเข้าสอบส่วนกลางซึ่งสอบพร้อมกันทั่วประเทศเรียกการสอบว่า "Singapore Cambridge GCE O-Level "

หากผลสอบดังกล่าว นักเรียนทำเกรดได้อย่างน้อย C จำนวน 5 วิชาขึ้นไป นักเรียนสามารถนำผลสอบนี้มาขอเทียบวุฒิจบ ม.6 ที่ไทยได้

จึงเท่ากับว่า นักเรียนไทยที่จบ ม.4 ที่สิงคโปร์ พร้อมผลสอบ GCE O-Level ดังกล่าว ก็สามารถนำมาเทียบวุฒิจบ ม.6 ที่ไทยเพื่อนำมาสมัครเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในไทยได้แล้ว

แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลักเกณฑ์การเทียบวุฒิข้างต้นได้ยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว และได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์นี้เรื่อยมาเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วง

จนกระทั่งปลายกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยหรือ ทปอ. ได้ประกาศหลักเกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ล่าสุดขึ้นมา เพื่อนำไปใช้สมัครเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยไทยสำหรับปีการศึกษา 2565

ปรากฏว่า ในส่วนของวุฒิการศึกษาจากสิงคโปร์ให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับวุฒิการศึกษาจากอังกฤษ กล่าวคือ นักเรียนจะต้องมีผลสอบ GCE A-Level จำนวนอย่างน้อย 3 วิชา แต่ละวิชาได้เกรดระหว่าง A-E

จากเกณฑ์ดังกล่าวแปลว่า หลังจากนักเรียนไทยเรียนจบ ม.4 ที่สิงคโปร์แล้ว นักเรียนยังต้องเรียนต่อระดับจูเนียร์ คอลเลจ (Junior College) หรือเทียบเท่าที่สิงคโปร์อีก 2 ปี

เมื่อเรียนจบระดับจูเนียร์ คอลเลจ แล้ว นักเรียนจะต้องเข้าสอบส่วนกลางพร้อมกันทั่วประเทศหรือที่เรียกว่าการสอบ "Singapore Cambridge GCE A-Level"

หากผลสอบดังกล่าว นักเรียนสอบได้คะแนนระหว่าง A-E จำนวนอย่างน้อย 3 วิชา

วุฒิการศึกษาสิงคโปร์ก็จะถึงเกณฑ์เทียบเท่ากับวุฒิ ม.6 ของไทย สามารถนำมาใช้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยไทยได้


รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

ทำไมสิงคโปร์จึงมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษดีเป็นอันดับต้นๆของโลกและเป็นอันดับ 1 ของเอเซียarticle
วันที่ 02/12/2020  13:28:42 PM ,ผู้เข้าชม : 5268

 

ทำไมสิงคโปร์จึงมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษดีเป็นอันดับต้นๆของโลก

 ผลสำรวจ English Proficiency Index  หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า EF EPI

ในทุกๆปี EF ซึ่งเป็นบริษัทการศึกษาระหว่างประเทศ จะทำการสำรวจและจัดทำดัชีนี้ชี้วัด "ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั่วโลก" หรือ English Proficiency Index  หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า EF EPI

ในการสำรวจหลายๆปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ติดอันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่องและได้รับคะแนนประเมินภาษาอังกฤษอยู่ระดับสูงมาก

แล้วอะไรที่ทำให้คนสิงคโปร์จึงมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี การที่สิงคโปร์ได้อันดับที่สูงและได้คะแนนการประเมินภาษาอังกฤษในระดับสูงมากจาก EF English Proficiency Index ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore มองว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจาก "นโยบายการศึกษา 2 ภาษา" หรือ The Bilingual Education Policy ที่สิงคโปร์ได้นำนโยบายนี้มาเริ่มใช้ในระบบการศึกษาของสิงคโปร์มาตั้งแต่ประมาณ 60 ปีที่แล้ว

นโยบาย Bilingual Education Policy

นโยบาย Bilingual Education Policy มีหลักการสำคัญคือ กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักที่ใช้ในโรงเรียนและใช้สอนในทุกวิชา (หมายเหตุ : และยังกำหนดให้นักเรียนสิงคโปร์เรียนภาษาแม่หรือ Mother Tongue อีก 1 ภาษาโดยให้เลือกเรียนภาษาจีนกลาง ภาษามาเลย์ หรือภาษาทมิฬ ภาษาใดภาษาหนึ่งอีกด้วย)

English as a First Language

นอกจากนี้ เฉพาะในวิชาภาษาอังกฤษ ยังถูกกำหนดให้นักเรียนในระบบการศึกษาสิงคโปร์ เรียนวิชาภาษาอังกฤษแบบ First Language หรือภาษาแรก

การเรียนวิชาภาษาอังกฤษแบบ First Language นั้น เป็นการเรียนภาษาอังกฤษในมาตรฐานเดียวกับการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นต้น การเรียนภาษาอังกฤษแบบนี้ จะมีความลึกทางภาษา เพราะเป็นการเรียนสำหรับนักเรียนที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก เป็นภาษาแม่

พูดง่ายๆว่า นักเรียนของอังกฤษเรียนวิชาภาษาอังกฤษอย่างไร นักเรียนในระบบการศึกษาของสิงคโปร์ก็เรียนแบบนั้นด้วย นักเรียนของอังกฤษสอบวิชาภาษาอังกฤษแบบใด นักเรียนในระบบการศึกษาสิงคโปร์ ก็สอบแบบนั้นเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า มาตรฐานการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาสิงคโปร์ สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาของอังกฤษได้เลย

 

ดังนั้นประชากรสิงคโปร์ที่ผ่านระบบการศึกษาสิงคโปร์ที่มีนโยบาย Bilingual Education Policy จึงมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เวลามีการประเมินทักษะการใช้ภาษาอังกฤษขององค์กรระหว่างประเทศแบบนี้ สิงคโปร์ มักติดอันดับต้นๆและได้คะแนนประเมินสูงเสมอ

 
 รวบรวมและเรียบเรียงโดย: เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์ | Your Gateway to Education in Singapore

 
 
 

 

หน้า 1/3
1 2 3  [ถัดไป]
[Go to top]