Blog
ReadyPlanet.com
dot
dot


NUS ติดอันดับ 2 มหาวิทยาลัยในเอเชียปี 2023
วันที่ 30/11/2022  14:25:43 PM ,ผู้เข้าชม : 6

 

NUS ติดอันดับ 2 มหาวิทยาลัยในเอเชีย QS World University Rankings ปี 2023

NUS สิงคโปร์หล่นมาอยู่อันดับ 2 การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของเอเชียปี 2023 หลังครองอันดับ 1 ของเอเชียมาโดยตลอดใน 4 ปีหลังสุด

Quacquarelli Symonds (QS) ที่ปรึกษาการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาระหว่างประเทศจาก UK ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยจากภูมิภาคเอเชียประจำปี 2023 ซึ่งมีมหาวิทยาลัยจากเอเชียเข้าร่วมจำนวน 760 แห่ง

ผลการจัดอันดับปรากฏว่า NUS หรือ National University of Singapore มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ถูกจัดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียในปี 2023 โดยถูก Peking University มหาวิทยาลัยจากจีนแซงเป็นอันดับ

ส่งผลให้ NUS สูญเสียตำแหน่งแชมป์ของเอเชีย หลังจากตลอด 4 ปีที่ผ่านมา NUS ได้อันดับ 1 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยภูมิภาคเอเชียของ QS มาโดยตลอด

 
 

NTU หรือ Nanyang Technological University มหาวิทยาลัยเบอร์ 2 ของสิงคโปร์ อยู่อันดับ 5 ในปี 2023 หลังจากปีที่แล้วอยู่อันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย

ส่วนของไทย มหาวิทยาลัยที่มีอันดับดีที่สุดของการจัดอันดับดังกล่าวคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่อันดับ 37 ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่อันดับ 47 ของภูมิภาคเอเชีย 

 
 

 

สิงคโปร์เตรียมปรับขึ้นเงินเดือนครูปฐมวัย 10%-30%
วันที่ 07/11/2022  15:18:36 PM ,ผู้เข้าชม : 26

 

 

ภายในปี 2024 ครูระดับ preschool ของสิงคโปร์ จะมีฐานเงินเดือนอยู่ระหว่าง 2,900 - 6,600 เหรียญสิงคโปร์ต่อเดือน 

 

หรือหากคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนช่วงนี้ X 27 บาท แปลว่าภายในปี 2024 ฐานเงินเดือนครูระดับเตรียมอนุบาล และระดับอนุบาลของสิงคโปร์ จะอยู่ระหว่าง 78,000 - 178,000 บาทต่อเดือนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ทักษะ และผลงานของครูแต่ละคน 

 

ฐานเงินเดือนใหม่ดังกล่าวอยู่ในแผนของกระทรวงพัฒนาสังคมและครอบครัวของสิงคโปร์ ที่มีแผนปรับขึ้นเงินเดือนครูระดับเตรียมอนุบาล และระดับอนุบาล หรือ preschool ในโรงเรียนที่อยู่ในกำกับของรัฐบาลอีก 10-30% ภายใน 2 ปีนี้ ตามรายงานข่าวของสำนักข่าว Today Online ของสิงคโปร์  อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://bit.ly/3h7nWCM 

 

เหตุที่ปรับเงินเดือนให้เพราะว่า ต่อไปครูระดับ preschool จะมีกรอบการทำงานมากขึ้น คือนอกจากจะสอนและดูแลเด็กในห้องเรียนแล้ว ครูยังต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครองและตัวแทนชุมชนอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเติบโตของเด็กอย่างมีคุณภาพด้ว

 

ข่าวการขึ้นเงินเดือนครูระดับ preschool ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษาของประเทศเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้นจึง ออกนโยบายขึ้นเงินเดือนครูเพื่อดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาเป็นครู และรักษาครูที่เก่งอยู่แล้วให้อยู่ในระบบการศึกษาของสิงคโปร์ต่อไป 

 

เพราะครูที่เก่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการศึกษาของสิงคโปร์ให้อยู่แถวหน้าของโลกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และยังช่วยสร้างประชากรให้มีคุณภาพเพื่อพัฒนาประเทศต่อไปด้วย

 

การเทียบวุฒิ ม.6 สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนจบจากสิงคโปร์
วันที่ 15/03/2021  13:39:57 PM ,ผู้เข้าชม : 651

 

 

การเทียบวุฒิ ม.6 สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนจบจากสิงคโปร์

 

จะต้องเรียนจบมัธยมฯระดับใดในสิงคโปร์ จึงจะเทียบวุฒิเทียบเท่า ม.6 ของไทยเพื่อใช้ศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในไทยได้ 

สมัยก่อน นักเรียนไทยเมื่อเรียนจบ ม.4 ที่สิงคโปร์ จะต้องเข้าสอบส่วนกลางซึ่งสอบพร้อมกันทั่วประเทศเรียกการสอบว่า "Singapore Cambridge GCE O-Level "

หากผลสอบดังกล่าว นักเรียนทำเกรดได้อย่างน้อย C จำนวน 5 วิชาขึ้นไป นักเรียนสามารถนำผลสอบนี้มาขอเทียบวุฒิจบ ม.6 ที่ไทยได้ 

จึงเท่ากับว่า นักเรียนไทยที่จบ ม.4 ที่สิงคโปร์ พร้อมผลสอบ GCE O-Level ดังกล่าว ก็สามารถนำมาเทียบวุฒิจบ ม.6 ที่ไทยเพื่อนำมาสมัครเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในไทยได้แล้ว 

 

แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลักเกณฑ์การเทียบวุฒิข้างต้นได้ยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว และได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์นี้เรื่อยมาเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วง

จนกระทั่งปลายกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยหรือ ทปอ. ได้ประกาศหลักเกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ล่าสุดขึ้นมา เพื่อนำไปใช้สมัครเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยไทยสำหรับปีการศึกษา 2565 

ปรากฏว่า ในส่วนของวุฒิการศึกษาจากสิงคโปร์ให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับวุฒิการศึกษาจากอังกฤษ กล่าวคือ นักเรียนจะต้องมีผลสอบ GCE A-Level จำนวนอย่างน้อย 3 วิชา แต่ละวิชาได้เกรดระหว่าง A-E

จากเกณฑ์ดังกล่าวแปลว่า หลังจากนักเรียนไทยเรียนจบ ม.4 ที่สิงคโปร์แล้ว นักเรียนยังต้องเรียนต่อระดับจูเนียร์ คอลเลจ (Junior College) หรือเทียบเท่าที่สิงคโปร์อีก 2 ปี

เมื่อเรียนจบระดับจูเนียร์ คอลเลจ แล้ว นักเรียนจะต้องเข้าสอบส่วนกลางพร้อมกันทั่วประเทศหรือที่เรียกว่าการสอบ "Singapore Cambridge GCE A-Level"

หากผลสอบดังกล่าว นักเรียนสอบได้คะแนนระหว่าง A-E จำนวนอย่างน้อย 3 วิชา 

วุฒิการศึกษาสิงคโปร์ก็จะถึงเกณฑ์เทียบเท่ากับวุฒิ ม.6 ของไทย สามารถนำมาใช้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยไทยในปีการศึกษา 2565 ได้ 

 
 
ผลสอบ A level 2020 สิงคโปร์
วันที่ 24/02/2021  14:47:53 PM ,ผู้เข้าชม : 399

 

 

นักเรียน A Level ในสิงคโปร์ (เทียบเคียงได้กับ ม.6 ของไทย) ทำผลงานเยื่ยม โดยจำนวนนักเรียนที่สอบผ่าน A Level ปีล่าสุด มีจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 

นักเรียนที่สอบผ่าน A Level ในปี 2020 มีทั้งหมด 10,905 คนจากนักเรียนที่เข้าสอบทั้งหมด 11,646 คน ดังนั้นนักเรียนที่สอบผ่านคิดเป็น 93.6% 

ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2006 ทั้งๆที่ปี 2020 นักเรียน A Level ในสิงคโปร์ประสบความยากลำบากในการเรียน เพราะต้องเรียนออนไลน์ที่บ้านเป็นหลัก อันเนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 

ตัวเลขข้างต้นสะท้อนได้ดีว่า สิงคโปร์ยังคงประคับประคองมาตรฐานการศึกษาของตนเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะนักเรียนในสิงคโปร์จะได้รับผลกระทบเต็มๆจากสถานการณ์โควิด 19 ก็ตาม 

สำหรับ A Level นั้นเป็นการสอบประจำปีซึ่งนักเรียนที่เรียนจบ Junior College ปี 2 หรือ JC 2 (เทียบเคียงได้กับ ม.6 ของไทย) จะต้องเข้าสอบทุกคน

ใครสอบผ่าน ก็จะถือว่าจบ ม.ปลายระบบการศึกษาสิงคโปร์อย่างสมบูรณ์ ใครสอบไม่ผ่าน ก็ยังถือว่าไม่จบ ม.ปลาย ต้องไปเตรียมตัวใหม่ แล้วรอสอบปีหน้า 

นักเรียนคนใดที่สอบผ่าน A Level แล้ว จะได้รับใบเกรดแจ้งผลสอบและใบวุฒิการศึกษาจบ A Level ซึ่งนักเรียนจะนำเอกสารการศึกษา A Level นี้ไปยื่นเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยต่อไป

สำหรับใบเกรดและใบวุฒิฯ A Level ของสิงคโปร์นั้นถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งเลย เพราะเป็นที่ยอมรับทั้งมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยทั่วโลก เพราะถือว่าเป็นวุฒิ ม.ปลายมาตรฐานโลกเทียบเท่าวุฒิ A Level ของอังกฤษ 

เนื่องจาก A Level เป็นการสอบส่วนกลางและจัดสอบโดยหน่วยงานจัดสอบที่มีความน่าเชื่อถืออย่างกระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ร่วมกับ Cambridge International Examinations หรือ CIE ซึ่งเป็นคณะกรรมการสอบของมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

นักเรียนไทยคนใดสนในเรียนหลักสูตร A Level และสอบ A Level ในสิงคโปร์ ขอคำปรึกษาได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ 

 
 
 

 

กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ประกาศไม่ขึ้นค่าเรียน ร.ร.รัฐบาลในปีการศึกษา 2021
วันที่ 10/12/2020  13:58:22 PM ,ผู้เข้าชม : 511

 

นร.ไทยได้เฮ กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ประกาศไม่ขึ้นค่าเรียน ร.ร.รัฐบาลในปีการศึกษา 2021

 
 

กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ได้ออกประกาศค่าเรียนโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ทั้งระดับประถมฯและมัธยมฯของปีการศึกษา 2021 แล้ว

 

ปรากฏว่าในส่วนค่าเรียนปี 2021 ของกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่มาจากชาติสมาชิกอาเซียนซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มนี้ กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ไม่มีการปรับค่าเรียนขึ้น ให้คงค่าเรียนไว้เหมือนปี 2020 

 

ดังนั้นค่าเรียนโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ ระดับประถมฯ ปี 2021 สำหรับนักเรียนไทย = 5,580 เหรียญสิงคโปร์ต่อปี คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยช่วงนี้ (ธ.ค.20) X 23 บาท = 128,000 บาทต่อปีโดยประมาณ

 
 

ส่วนค่าเรียนโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ ระดับมัธยมฯ ปี 2021 สำหรับนักเรียนไทย = 9,360 เหรียญสิงคโปร์ต่อปี คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยช่วงนี้ (ธ.ค.20) X 23 บาท = 215,000 บาทต่อปีโดยประมาณ

 
 
 
 
 
 
 
 

 

ทำไมสิงคโปร์จึงมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษดีเป็นอันดับต้นๆของโลกและเป็นอันดับ 1 ของเอเซีย
วันที่ 02/12/2020  13:28:42 PM ,ผู้เข้าชม : 2221

 

ทำไมสิงคโปร์จึงมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษดีเป็นอันดับต้นๆของโลกและเป็นอันดับ 1 ของเอเซีย

 
 
 
สิงคโปร์ ได้คะแนนเป็นอันดับ 10 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเซีย จากการสำรวจความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษของประชากรโลกประจำปี 2020
เป็นการสำรวจโดย EF ซึ่งเป็นบริษัทการศึกษาระหว่างประเทศ โดยสำรวจกลุ่มประชากรกว่า 2.2 ล้านคนจากทั้งหมด 100 ประเทศทั่วโลก (เน้นสำรวจในประเทศที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่หรือ Native Speaker) ประจำปี 2020 หรือ EF English Proficiency Index 2020 
ในการสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า เนเธอร์แลนด์ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของโลก ในขณะที่ ไทย ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 89 ของโลกจากทั้งหมด 100 ประเทศ ที่ทำการสำรวจ

 
 
แล้วอะไรที่ทำให้คนสิงคโปร์จึงมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี การที่สิงคโปร์ได้อันดับที่สูงและได้คะแนนการประเมินภาษาอังกฤษในระดับสูงมาก (very high) จาก EF English Proficiency Index 2020 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
 
 
 
 "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" มองว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจาก "นโยบายการศึกษา 2 ภาษา" หรือ The Bilingual Education Policy ที่สิงคโปร์ได้นำนโยบายนี้มาเริ่มใช้ในระบบการศึกษาของสิงคโปร์มาตั้งแต่ประมาณ 60 ปีที่แล้ว
 
นโยบาย Bilingual Education Policy มีหลักการสำคัญคือ กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักที่ใช้ในโรงเรียนและใช้สอนในทุกวิชา (หมายเหตุ : และยังกำหนดให้นักเรียนสิงคโปร์เรียนภาษาแม่หรือ Mother Tongue อีก 1 ภาษาโดยให้เลือกเรียนภาษาจีนกลาง ภาษามาเลย์ หรือภาษาทมิฬ ภาษาใดภาษาหนึ่งอีกด้วย)
 
นอกจากนี้ เฉพาะในวิชาภาษาอังกฤษ ยังถูกกำหนดให้นักเรียนในระบบการศึกษาสิงคโปร์ เรียนวิชาภาษาอังกฤษแบบ First Language หรือภาษาแรก
 
 
 
การเรียนวิชาภาษาอังกฤษแบบ First Language นั้น เป็นการเรียนภาษาอังกฤษในมาตรฐานเดียวกับการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นต้น การเรียนภาษาอังกฤษแบบนี้ จะมีความลึกทางภาษา เพราะเป็นการเรียนสำหรับนักเรียนที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก เป็นภาษาแม่ 
 
พูดง่ายๆว่า นักเรียนของอังกฤษเรียนวิชาภาษาอังกฤษอย่างไร นักเรียนในระบบการศึกษาของสิงคโปร์ก็เรียนแบบนั้นด้วย นักเรียนของอังกฤษสอบวิชาภาษาอังกฤษแบบใด นักเรียนในระบบการศึกษาสิงคโปร์ ก็สอบแบบนั้นเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า มาตรฐานการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาสิงคโปร์ สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาของอังกฤษได้เลย

ดังนั้นประชากรสิงคโปร์ที่ผ่านระบบการศึกษาสิงคโปร์ที่มีนโยบาย Bilingual Education Policy จึงมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เวลามีการประเมินทักษะการใช้ภาษาอังกฤษขององค์กรระหว่างประเทศแบบนี้ สิงคโปร์ มักติดอันดับต้นๆและได้คะแนนประเมินสูงเสมอ
 
 
 
 
 
 

 

เรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่สิงคโปร์ช่วง Covid 19
วันที่ 24/08/2020  11:26:40 AM ,ผู้เข้าชม : 548

 

 

นักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่สิงคโปร์ปีนี้ แต่ไปไม่ได้เพราะสถานการณ์ covid 19 จะหาทางออกอย่างไร 

 
 

จากสถานการณ์ covid 19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ ได้ส่งผลกระทบไปยังกลุ่มนักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่ประเทศสิงคโปร์ในปีการศึกษา 2020 เพราะการเดินทางออกจากไทยรวมถึงการเข้าสิงคโปร์ด้วยการบินในช่วงเวลานี้มีข้อจำกัดมากๆ 

ในช่วงแรกที่เกิด covid 19 นักเรียนไทยในกลุ่มนี้ เลือกที่จะเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนและเฝ้าดูสถานการณ์ เพราะในขณะนั้นเชื่อกันว่า สถานการณ์ covid 19 จะอยู่ไม่นาน ดังนั้นหลายคนจึงรอให้สถานการณ์ covid 19 คลี่คลาย แล้วจึงค่อยเดินทางไปเรียนต่อตามแผน

 
 

แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สถานการณ์ covid 19 ยังไม่มีท่าทีที่จะจบในเร็ววันนี้เลยและไม่รู้ด้วยว่าสถานการณ์นี้จะอยู่ยาวนานไปถึงเมื่อไร

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอนแบบนี้ นักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ในสิงคโปร์ จะมีทางเลือกอะไรบ้าง

 
 

ทางเลือกแรก : รอกันต่อไป โดยยกเลิกแผนที่จะไปเรียนต่อปีนี้ แล้วเลื่อนไปเรียนในปีหน้าแทน โดยเชื่อว่า สถานการณ์ covid 19 น่าจะจบลงในปีหน้า 

 

ทางเลือกสอง : ไม่รอแล้ว เพราะการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกับคนทำงาน ไม่สามารถหยุดกิจกรรมนี้ได้นานๆ เพราะทำให้นักเรียนสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ดังนั้นนักเรียนกลุ่มนี้จึงต้องหาแผนสำรอง

ในบรรดาแผนสำรองที่น่าสนใจในเวลานี้ จะขอกล่าวถึงการเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่มหาวิทยาลัย James Cook University วิทยาเขตประเทศสิงคโปร์ หรือเรียกสั้นๆว่า JCU Singapore

 
 

JCU Singapore ทราบดีว่า ตอนนี้นักเรียนต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์เพื่อมาเรียนต่อได้ มหาวิทยาลัยจึงเปิดการเรียนทั้งระดับ ป.ตรี และป.โท ในรูปแบบ online เพื่อให้เป็นแผนสำรองของนักเรียนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ covid 19 ได้เรียนไปก่อน

นักเรียนต่างชาติสามารถเรียน ป.ตรี / ป.โท ในรูปแบบ online ไปเรื่อยๆจนกว่าสถานการณ์ covid 19 ดีขึ้นจนผู้คนสามารถเดินทางระหว่างประเทศด้วยการบินได้อีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้น นักเรียนต่างชาติก็จะบินเข้าสิงคโปร์เพื่อมาเรียนที่วิทยาเขตของ JCU Singapore ในชั้นเรียนปกติต่อไป

 

ข้อดีของแผนสำรองนี้คือ นักเรียนไม่จำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ covid 19 เป็นปกติแล้วจึงค่อยกลับไปเรียนซึ่งเป็นการรอที่ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปถึงเมื่อไร แต่แผนสำรองนี้ นักเรียนสามารถเริ่มเรียนและเริ่มเก็บหน่วยกิตการเรียนได้เลย ไม่ต้องรอให้เสียเวลา

ข้อดีประการถัดมาคือ ระหว่างเรียนออนไลน์ที่บ้าน นักเรียนสามารถ save ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ากินอยู่ในระหว่างเรียนที่สิงคโปร์ได้ซึ่งปกตินักเรียนไทยที่อยู่สิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายนี้โดยเฉลี่ยประมาณ 38,000-40,000 บาทต่อเดือน ยิ่งได้เรียน online นานเท่าไร นักเรียนก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายนี้ได้มากขึ้นเท่านั้น จะทำให้ค่าใช้จ่ายรวมในการเรียน ป.ตรี / ป.โท ที่สิงคโปร์ลดลงกว่าปกติ

 
 

ข้อดีประการสุดท้ายคือ การเรียน online ทำให้นักเรียนสามารถเก็บหน่วยกิตเรียนได้ตามปกติ เพราะทันทีที่นักเรียนสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ได้แล้ว นักเรียนสามารถนำหน่วยกิตที่เรียน online มาเทียบโอนเรียนต่อในชั้นเรียนปกติที่มหาวิทยาลัยได้อย่างต่อเนื่องเลย

 

ตอนนี้ JCU Singapore กำลังเปิดรับสมัครนักเรียนเพื่อเรียนต่อระดับ ป.ตรี / ป.โท ในภาคการศึกษาใหม่ที่จะเปิดเรียนวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ พร้อมมีข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนต่างชาติด้วย

เริ่มจากการงดเก็บค่าสมัครเรียน 250 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณเกือบ 6,000 บาท) นอกจากนี้นักเรียนยังมีสิทธิ์ยื่นขอทุนการศึกษาบางส่วนเพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าเรียน มูลค่าสูงสุดประมาณ 450,000 บาทซึ่ง JCU Singapore จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป

นักเรียนคนใดต้องการปรึกษาเพิ่มเติมและติดต่อสมัครเรียน JCU Singapore สามารถติดต่อได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ

 
 
 
 
 

 

การทำธุรกิจ AECปริญญาตรี สาขา "International Management and South East Asia Studies"
วันที่ 02/05/2019  12:03:02 PM ,ผู้เข้าชม : 647

 

การทำธุรกิจในตลาด AEC 

 

หลังจากการเปิดตลาดธุรกิจการค้าเสรีประชาคมอาเซียน หรือ AEC ทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการลงทุน ภาคการส่งออก เพราะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดภูมิภาคอาเซียนที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลกและมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

 

กรณีดังกล่าวได้ส่งผลมายังภาคการศึกษาด้วย เพราะมีมหาวิทยาลัยบางแห่งได้เริ่มเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีที่เกี่ยวข้องกับ "การทำธุรกิจในตลาด AEC" โดยเฉพาะ

 

หนึ่งในนั้นคือมหาวิทยาลัย SOAS University of London มหาวิทยาลัยชั้นนำและเชี่ยวชาญด้านเอเซียศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี สาขา "International Management and South East Asia Studies" 

 
 

หลักสูตรนี้ นักศึกษาจะได้เรียนรู้พื้นฐานการทำธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันนักศึกษาจะได้เรียนรู้บริบท สังคม วัฒนธรรม และภาษาอย่างน้อยหนึ่งภาษาในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาทราบว่า ควรจะทำธุรกิจในตลาด AEC อย่างไรให้สำเร็จ

 

หลักสูตรนี้นักศึกษาไม่ต้องบินไปเรียนถึงอังกฤษ แต่เรียนที่สิงคโปร์ซึ่งเป็น 1 ในประเทศที่มีความเข้มแข็งในด้านธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนและของโลกโดยเรียนที่สถาบันการศึกษาเอกชนที่มีชื่อเสียงด้านการจัดการธุรกิจของสิงคโปร์อย่าง "Ngee Ann Academy" ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนหลักสูตรนี้ในบริบทอาเซียนจริงๆ

 

หากผู้ปกครองและนักเรียนไทยคนใดกำลังวางแผนเรียน ป.ตรี ที่สิงคโปร์ และคิดว่า "การทำธุรกิจในตลาด AEC" กำลังมา หลักสูตรนี้จะเป็นตัวเลือกที่ดีของนักเรียน

สนใจรายละเอียด ติดต่อสอบถามได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ที่ 085 932 9081 หรือ Line : @riansingapore

 
 

 

Tips เตรียมภาษาอังกฤษก่อนเรียนตรีโทที่สิงคโปร์
วันที่ 22/01/2019  11:39:36 AM ,ผู้เข้าชม : 1662

 

 

การไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่สิงคโปร์นั้น สิ่งแรกที่นักเรียนจะต้องเตรียมความพร้อมคือ “ภาษาอังกฤษ” เพราะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย และรวมถึงทุกระดับชั้นในสิงคโปร์

คำถามคือ นักเรียนไทยจะต้องเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษแบบไหน เตรียมอย่างไร ถึงจะทำให้นักเรียนไทยสามารถเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทเป็นภาคภาษาอังกฤษได้ในสิงคโปร์

“เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” จะขอยกกรณีตัวอย่างการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนต่างชาติก่อนขึ้นไปเรียนปริญญาตรีและปริญญาโทของ James Cook University วิทยาเขตสิงคโปร์ หรือ JCU Singapore ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐของออสเตรเลียที่นอกจากจะมีวิทยาเขตที่ออสเตรเลียแล้ว ยังมีวิทยาเขตที่สิงคโปร์ด้วย เพื่อให้นักเรียนไทยได้ใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัย

 

01 ทักษะภาษาอังกฤษวิชาการ

 

เป็นทักษะสำคัญที่ใช้ในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย ภาคภาษาอังกฤษ โดยหลักสูตรภาษาอังกฤษของ JCU Singapore จะมุ่งพัฒนาการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษในระดับชีวิตประจำวันก่อน

เมื่อพื้นฐานระดับนี้แน่นแล้ว JCU Singapore ก็จะเพิ่มระดับให้ยากขึ้นโดยการพัฒนาการฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษในระดับวิชาการ (Academic Literacy Skill) ซึ่งเป็นระดับภาษาอังกฤษวิชาการที่ใช้ในมหาวิทยาลัยทั้งระดับปริญญาตรีและโท

ในการเรียนภาษาอังกฤษระดับวิชาการนั้น นักศึกษาจะต้องนำเสนอข้อมูล (Presentation) ในหัวข้อวิชาการเป็นภาษาอังกฤษได้ สามารถเขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษได้ และสามารถอภิปรายโต้วาทีเป็นภาษาอังกฤษได้

 
 

02 ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง

 

นอกจากทักษะภาษาอังกฤษวิชาการแล้ว JCU Singapore ยังมองว่า ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท ดังนั้นในระหว่างเรียนเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษ ทางมหาวิทยาลัยก็จะพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองไปพร้อมๆกันด้วยโดยผ่านการทำงานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ซึ่งนักศึกษาจะต้องกำหนดหัวข้อที่จะศึกษา หาแหล่งข้อมูล และทำสรุปด้วยตนเอง ในท้ายของหลักสูตรนั้น นักศึกษาจะต้องเขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 1,500 คำและสามารถนำเสนอข้อมูลหัวข้อวิชาการเป็นภาษาอังกฤษได้ 

 

03 ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

 

ทักษะนี้ JCU Singapore มองว่า จะต้องฝึกให้นักศึกษามีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ในระหว่างการเรียนเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษด้วย เพราะเห็นว่าเป็นทักษะสำคัญที่ต้องใช้ระหว่างเรียนปริญญาตรีและโท

JCU Singapore จะสอดแทรกการพัฒนาทักษะนี้โดยการกระตุ้นให้นักศึกษาได้ใช้ภาษาอังกฤษในการแสดงความคิดเห็น และใช้ภาษาอังกฤษในการอภิปรายโต้แย้งทั้งในรูปแบบภาษาพูดและภาษาเขียน

 
 

ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม

ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษและทักษะต่างๆที่จำเป็นต่อการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทนั้น นักศึกษาต่างชาติแต่ละคนจะใช้เวลาไม่เท่ากัน

สำหรับนักศึกษาที่จะเตรียมขึ้นไปเรียนระดับปริญญาตรีนั้น อาจใช้เวลาเรียนเตรียมความพร้อมฯ 4-12 เดือน ส่วนนักศึกษาที่จะเตรียมขึ้นไปเรียนระดับปริญญาโท อาจใช้เวลา 4-16 เดือน ทั้งนี้ JCU Singapore จะมีการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษนักศึกษา ก่อนที่จะกำหนดระยะเวลาเรียนที่เหมาะสมให้กับนักศึกษาแต่ละคน

 

การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ

นักเรียนไทยคนใดที่วางแผนจะไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่สิงคโปร์ แต่อยากรู้ว่าระดับภาษาอังกฤษของตนเองอยู่ระดับใด เมื่อเทียบกับผลสอบภาษาอังกฤษมาตรฐาน IELTS

ขอเชิญลงทะเบียนขอสอบวัดระดับภาษาอังกฤษกับ JCU Singapore ซึ่งจะจัดสอบที่กรุงเทพฯ ที่โรงแรมเชอราตัน สุขุมวิท ติด BTS อโศก ในวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562 สอบฟรี สนใจรายละเอียดติดต่อ “เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ โดยคลิกปุ่มติดต่อสอบถามได้ที่มุมขวามือของหน้าจอ 

 
 
 

 

การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน
วันที่ 17/12/2018  15:40:41 PM ,ผู้เข้าชม : 1172

 

การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน
 
 

"การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน" รมต.ศึกษาฯสิงคโปร์ กล่าวไว้ หลังสิงคโปร์ออกนโยบายการศึกษาใหม่ หวังลดการเรียนแบบแข่งขันมาเป็นการเรียนเพื่อเน้นความเข้าใจและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

 

สิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่อีกมุมหนึ่งนักเรียนและผู้ปกครองของที่นี่ส่วนใหญ่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องเกรดและการจัดอันดับความสามารถของนักเรียนตามผลสอบ

 

จากค่านิยมดังกล่าว ทำให้นักเรียนหลายคนมุ่งเรียนเพื่อสอบเพื่อให้ได้คะแนนดีๆ ผลที่ตามมาคือวิธีการเรียนรู้ของนักเรียน จะไปเน้นเรื่องการเรียนรู้แบบจดจำและทำซ้ำหรือ Rote Learning รวมถึงการเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนให้มากขึ้นจากการเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมเพื่อเป้าหมายเดียวคือ การทำคะแนนสอบให้ได้สูงๆ บรรยากาศการเรียนจึงมีลักษณะแข่งขันและเปรียบเทียบกันสูง

 

จากค่านิยมดังกล่าว ทำให้การเรียนเพื่อความเข้าใจและสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันถูกละเลยไป 

 
 

เรื่องนี้แน่นอนว่า รัฐบาลสิงคโปร์มองว่าเป็นปัญหาระดับชาติและกำลังจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาของชาติกันอีกครั้ง โดยช่วงปลายปี 2018 นายออง ยี คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ได้แถลงข่าวว่า กระทรวงฯกำลังมีแผนปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาครั้งสำคัญ โดยการลดการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างนักเรียนมาเป็น "การส่งเสริมให้นักเรียนแต่ละคนใส่ใจต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง" โดยให้เหตุผลว่า "การศึกษาไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน"

 

นโยบายดังกล่าวนำมาสู่มาตรการที่จะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2019 ก็คือ ยกเลิกการสอบของนักเรียนระดับ ป.1-2 แล้วนำการอภิปรายในห้องเรียน (Discussion) , การบ้าน และการสอบย่อย (Quiz) มาประเมินผลการเรียนของนักเรียนแทน

 

นอกจากนี้นักเรียนในชั้นประถมฯปลายและชั้นมัธยมฯ ก็จะทำให้บรรยากาศการแข่งขันกันเรียนลดลง เช่น การให้คะแนนนักเรียนแบบช่วงคะแนนกว้างขึ้น แทนที่จะให้คะแนนแบบช่วงคะแนนที่แคบลงเพื่อลดการเปรียบเทียบกัน

 

ท้ายสุด สมุดรายงานผลการเรียนหลังเรียนจบแต่ละปีการศึกษาของนักเรียนทั้งระดับประถมฯและมัธยมฯ จะไม่มีการระบุว่านักเรียนคนใดสอบได้อันดับที่เท่าไรของห้อง ในขณะที่ คะแนนเฉลี่ย คะแนนสูงสุด คะแนนต่ำสุดของแต่ละวิชา ก็จะไม่มีระบุไว้ในสมุดรายงานผลการเรียนเหมือนแต่เดิม

 

 

หน้า 1/3
1 2 3  [ถัดไป]
[Go to top]