Blog
ReadyPlanet.com
dot
dot


เรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่สิงคโปร์ช่วง Covid 19
วันที่ 24/08/2020  11:26:40 AM ,ผู้เข้าชม : 46

 

 

นักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่สิงคโปร์ปีนี้ แต่ไปไม่ได้เพราะสถานการณ์ covid 19 จะหาทางออกอย่างไร 

 
 

จากสถานการณ์ covid 19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ ได้ส่งผลกระทบไปยังกลุ่มนักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่ประเทศสิงคโปร์ในปีการศึกษา 2020 เพราะการเดินทางออกจากไทยรวมถึงการเข้าสิงคโปร์ด้วยการบินในช่วงเวลานี้มีข้อจำกัดมากๆ 

ในช่วงแรกที่เกิด covid 19 นักเรียนไทยในกลุ่มนี้ เลือกที่จะเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนและเฝ้าดูสถานการณ์ เพราะในขณะนั้นเชื่อกันว่า สถานการณ์ covid 19 จะอยู่ไม่นาน ดังนั้นหลายคนจึงรอให้สถานการณ์ covid 19 คลี่คลาย แล้วจึงค่อยเดินทางไปเรียนต่อตามแผน

 
 

แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สถานการณ์ covid 19 ยังไม่มีท่าทีที่จะจบในเร็ววันนี้เลยและไม่รู้ด้วยว่าสถานการณ์นี้จะอยู่ยาวนานไปถึงเมื่อไร

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอนแบบนี้ นักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ในสิงคโปร์ จะมีทางเลือกอะไรบ้าง

 
 

ทางเลือกแรก : รอกันต่อไป โดยยกเลิกแผนที่จะไปเรียนต่อปีนี้ แล้วเลื่อนไปเรียนในปีหน้าแทน โดยเชื่อว่า สถานการณ์ covid 19 น่าจะจบลงในปีหน้า 

 

ทางเลือกสอง : ไม่รอแล้ว เพราะการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกับคนทำงาน ไม่สามารถหยุดกิจกรรมนี้ได้นานๆ เพราะทำให้นักเรียนสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ดังนั้นนักเรียนกลุ่มนี้จึงต้องหาแผนสำรอง

ในบรรดาแผนสำรองที่น่าสนใจในเวลานี้ จะขอกล่าวถึงการเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่มหาวิทยาลัย James Cook University วิทยาเขตประเทศสิงคโปร์ หรือเรียกสั้นๆว่า JCU Singapore

 
 

JCU Singapore ทราบดีว่า ตอนนี้นักเรียนต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์เพื่อมาเรียนต่อได้ มหาวิทยาลัยจึงเปิดการเรียนทั้งระดับ ป.ตรี และป.โท ในรูปแบบ online เพื่อให้เป็นแผนสำรองของนักเรียนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ covid 19 ได้เรียนไปก่อน

นักเรียนต่างชาติสามารถเรียน ป.ตรี / ป.โท ในรูปแบบ online ไปเรื่อยๆจนกว่าสถานการณ์ covid 19 ดีขึ้นจนผู้คนสามารถเดินทางระหว่างประเทศด้วยการบินได้อีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้น นักเรียนต่างชาติก็จะบินเข้าสิงคโปร์เพื่อมาเรียนที่วิทยาเขตของ JCU Singapore ในชั้นเรียนปกติต่อไป

 

ข้อดีของแผนสำรองนี้คือ นักเรียนไม่จำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ covid 19 เป็นปกติแล้วจึงค่อยกลับไปเรียนซึ่งเป็นการรอที่ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปถึงเมื่อไร แต่แผนสำรองนี้ นักเรียนสามารถเริ่มเรียนและเริ่มเก็บหน่วยกิตการเรียนได้เลย ไม่ต้องรอให้เสียเวลา

ข้อดีประการถัดมาคือ ระหว่างเรียนออนไลน์ที่บ้าน นักเรียนสามารถ save ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ากินอยู่ในระหว่างเรียนที่สิงคโปร์ได้ซึ่งปกตินักเรียนไทยที่อยู่สิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายนี้โดยเฉลี่ยประมาณ 38,000-40,000 บาทต่อเดือน ยิ่งได้เรียน online นานเท่าไร นักเรียนก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายนี้ได้มากขึ้นเท่านั้น จะทำให้ค่าใช้จ่ายรวมในการเรียน ป.ตรี / ป.โท ที่สิงคโปร์ลดลงกว่าปกติ

 
 

ข้อดีประการสุดท้ายคือ การเรียน online ทำให้นักเรียนสามารถเก็บหน่วยกิตเรียนได้ตามปกติ เพราะทันทีที่นักเรียนสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ได้แล้ว นักเรียนสามารถนำหน่วยกิตที่เรียน online มาเทียบโอนเรียนต่อในชั้นเรียนปกติที่มหาวิทยาลัยได้อย่างต่อเนื่องเลย

 

ตอนนี้ JCU Singapore กำลังเปิดรับสมัครนักเรียนเพื่อเรียนต่อระดับ ป.ตรี / ป.โท ในภาคการศึกษาใหม่ที่จะเปิดเรียนวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ พร้อมมีข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนต่างชาติด้วย

เริ่มจากการงดเก็บค่าสมัครเรียน 250 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณเกือบ 6,000 บาท) นอกจากนี้นักเรียนยังมีสิทธิ์ยื่นขอทุนการศึกษาบางส่วนเพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าเรียน มูลค่าสูงสุดประมาณ 450,000 บาทซึ่ง JCU Singapore จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป

นักเรียนคนใดต้องการปรึกษาเพิ่มเติมและติดต่อสมัครเรียน JCU Singapore สามารถติดต่อได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ

 
 
 
 
 

 

กาทำธุรกิจ AECปริญญาตรี สาขา "International Management and South East Asia Studies"
วันที่ 02/05/2019  12:03:02 PM ,ผู้เข้าชม : 284

 

การทำธุรกิจในตลาด AEC 

 

หลังจากการเปิดตลาดธุรกิจการค้าเสรีประชาคมอาเซียน หรือ AEC ทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการลงทุน ภาคการส่งออก เพราะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดภูมิภาคอาเซียนที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลกและมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

 

กรณีดังกล่าวได้ส่งผลมายังภาคการศึกษาด้วย เพราะมีมหาวิทยาลัยบางแห่งได้เริ่มเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีที่เกี่ยวข้องกับ "การทำธุรกิจในตลาด AEC" โดยเฉพาะ

 

หนึ่งในนั้นคือมหาวิทยาลัย SOAS University of London มหาวิทยาลัยชั้นนำและเชี่ยวชาญด้านเอเซียศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี สาขา "International Management and South East Asia Studies" 

 
 

หลักสูตรนี้ นักศึกษาจะได้เรียนรู้พื้นฐานการทำธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันนักศึกษาจะได้เรียนรู้บริบท สังคม วัฒนธรรม และภาษาอย่างน้อยหนึ่งภาษาในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาทราบว่า ควรจะทำธุรกิจในตลาด AEC อย่างไรให้สำเร็จ

 

หลักสูตรนี้นักศึกษาไม่ต้องบินไปเรียนถึงอังกฤษ แต่เรียนที่สิงคโปร์ซึ่งเป็น 1 ในประเทศที่มีความเข้มแข็งในด้านธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนและของโลกโดยเรียนที่สถาบันการศึกษาเอกชนที่มีชื่อเสียงด้านการจัดการธุรกิจของสิงคโปร์อย่าง "Ngee Ann Academy" ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนหลักสูตรนี้ในบริบทอาเซียนจริงๆ

 

หากผู้ปกครองและนักเรียนไทยคนใดกำลังวางแผนเรียน ป.ตรี ที่สิงคโปร์ และคิดว่า "การทำธุรกิจในตลาด AEC" กำลังมา หลักสูตรนี้จะเป็นตัวเลือกที่ดีของนักเรียน

สนใจรายละเอียด ติดต่อสอบถามได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ที่ 085 932 9081 หรือ Line : @riansingapore

 
 

 

Tips เตรียมภาษาอังกฤษก่อนเรียนตรีโทที่สิงคโปร์
วันที่ 22/01/2019  11:39:36 AM ,ผู้เข้าชม : 1106

 

 

การไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่สิงคโปร์นั้น สิ่งแรกที่นักเรียนจะต้องเตรียมความพร้อมคือ “ภาษาอังกฤษ” เพราะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย และรวมถึงทุกระดับชั้นในสิงคโปร์

คำถามคือ นักเรียนไทยจะต้องเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษแบบไหน เตรียมอย่างไร ถึงจะทำให้นักเรียนไทยสามารถเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทเป็นภาคภาษาอังกฤษได้ในสิงคโปร์

“เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” จะขอยกกรณีตัวอย่างการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนต่างชาติก่อนขึ้นไปเรียนปริญญาตรีและปริญญาโทของ James Cook University วิทยาเขตสิงคโปร์ หรือ JCU Singapore ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐของออสเตรเลียที่นอกจากจะมีวิทยาเขตที่ออสเตรเลียแล้ว ยังมีวิทยาเขตที่สิงคโปร์ด้วย เพื่อให้นักเรียนไทยได้ใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัย

 

01 ทักษะภาษาอังกฤษวิชาการ

 

เป็นทักษะสำคัญที่ใช้ในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย ภาคภาษาอังกฤษ โดยหลักสูตรภาษาอังกฤษของ JCU Singapore จะมุ่งพัฒนาการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษในระดับชีวิตประจำวันก่อน

เมื่อพื้นฐานระดับนี้แน่นแล้ว JCU Singapore ก็จะเพิ่มระดับให้ยากขึ้นโดยการพัฒนาการฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษในระดับวิชาการ (Academic Literacy Skill) ซึ่งเป็นระดับภาษาอังกฤษวิชาการที่ใช้ในมหาวิทยาลัยทั้งระดับปริญญาตรีและโท

ในการเรียนภาษาอังกฤษระดับวิชาการนั้น นักศึกษาจะต้องนำเสนอข้อมูล (Presentation) ในหัวข้อวิชาการเป็นภาษาอังกฤษได้ สามารถเขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษได้ และสามารถอภิปรายโต้วาทีเป็นภาษาอังกฤษได้

 
 

02 ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง

 

นอกจากทักษะภาษาอังกฤษวิชาการแล้ว JCU Singapore ยังมองว่า ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท ดังนั้นในระหว่างเรียนเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษ ทางมหาวิทยาลัยก็จะพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองไปพร้อมๆกันด้วยโดยผ่านการทำงานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ซึ่งนักศึกษาจะต้องกำหนดหัวข้อที่จะศึกษา หาแหล่งข้อมูล และทำสรุปด้วยตนเอง ในท้ายของหลักสูตรนั้น นักศึกษาจะต้องเขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 1,500 คำและสามารถนำเสนอข้อมูลหัวข้อวิชาการเป็นภาษาอังกฤษได้ 

 

03 ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

 

ทักษะนี้ JCU Singapore มองว่า จะต้องฝึกให้นักศึกษามีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ในระหว่างการเรียนเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษด้วย เพราะเห็นว่าเป็นทักษะสำคัญที่ต้องใช้ระหว่างเรียนปริญญาตรีและโท

JCU Singapore จะสอดแทรกการพัฒนาทักษะนี้โดยการกระตุ้นให้นักศึกษาได้ใช้ภาษาอังกฤษในการแสดงความคิดเห็น และใช้ภาษาอังกฤษในการอภิปรายโต้แย้งทั้งในรูปแบบภาษาพูดและภาษาเขียน

 
 

ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม

ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษและทักษะต่างๆที่จำเป็นต่อการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทนั้น นักศึกษาต่างชาติแต่ละคนจะใช้เวลาไม่เท่ากัน

สำหรับนักศึกษาที่จะเตรียมขึ้นไปเรียนระดับปริญญาตรีนั้น อาจใช้เวลาเรียนเตรียมความพร้อมฯ 4-12 เดือน ส่วนนักศึกษาที่จะเตรียมขึ้นไปเรียนระดับปริญญาโท อาจใช้เวลา 4-16 เดือน ทั้งนี้ JCU Singapore จะมีการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษนักศึกษา ก่อนที่จะกำหนดระยะเวลาเรียนที่เหมาะสมให้กับนักศึกษาแต่ละคน

 

การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ

นักเรียนไทยคนใดที่วางแผนจะไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่สิงคโปร์ แต่อยากรู้ว่าระดับภาษาอังกฤษของตนเองอยู่ระดับใด เมื่อเทียบกับผลสอบภาษาอังกฤษมาตรฐาน IELTS

ขอเชิญลงทะเบียนขอสอบวัดระดับภาษาอังกฤษกับ JCU Singapore ซึ่งจะจัดสอบที่กรุงเทพฯ ที่โรงแรมเชอราตัน สุขุมวิท ติด BTS อโศก ในวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562 สอบฟรี สนใจรายละเอียดติดต่อ “เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ โดยคลิกปุ่มติดต่อสอบถามได้ที่มุมขวามือของหน้าจอ 

 
 
 

 

การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน
วันที่ 17/12/2018  15:40:41 PM ,ผู้เข้าชม : 509

 

การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน
 
 

"การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน" รมต.ศึกษาฯสิงคโปร์ กล่าวไว้ หลังสิงคโปร์ออกนโยบายการศึกษาใหม่ หวังลดการเรียนแบบแข่งขันมาเป็นการเรียนเพื่อเน้นความเข้าใจและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

 

สิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่อีกมุมหนึ่งนักเรียนและผู้ปกครองของที่นี่ส่วนใหญ่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องเกรดและการจัดอันดับความสามารถของนักเรียนตามผลสอบ

 

จากค่านิยมดังกล่าว ทำให้นักเรียนหลายคนมุ่งเรียนเพื่อสอบเพื่อให้ได้คะแนนดีๆ ผลที่ตามมาคือวิธีการเรียนรู้ของนักเรียน จะไปเน้นเรื่องการเรียนรู้แบบจดจำและทำซ้ำหรือ Rote Learning รวมถึงการเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนให้มากขึ้นจากการเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมเพื่อเป้าหมายเดียวคือ การทำคะแนนสอบให้ได้สูงๆ บรรยากาศการเรียนจึงมีลักษณะแข่งขันและเปรียบเทียบกันสูง

 

จากค่านิยมดังกล่าว ทำให้การเรียนเพื่อความเข้าใจและสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันถูกละเลยไป 

 
 

เรื่องนี้แน่นอนว่า รัฐบาลสิงคโปร์มองว่าเป็นปัญหาระดับชาติและกำลังจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาของชาติกันอีกครั้ง โดยช่วงปลายปี 2018 นายออง ยี คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ได้แถลงข่าวว่า กระทรวงฯกำลังมีแผนปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาครั้งสำคัญ โดยการลดการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างนักเรียนมาเป็น "การส่งเสริมให้นักเรียนแต่ละคนใส่ใจต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง" โดยให้เหตุผลว่า "การศึกษาไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน"

 

นโยบายดังกล่าวนำมาสู่มาตรการที่จะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2019 ก็คือ ยกเลิกการสอบของนักเรียนระดับ ป.1-2 แล้วนำการอภิปรายในห้องเรียน (Discussion) , การบ้าน และการสอบย่อย (Quiz) มาประเมินผลการเรียนของนักเรียนแทน

 

นอกจากนี้นักเรียนในชั้นประถมฯปลายและชั้นมัธยมฯ ก็จะทำให้บรรยากาศการแข่งขันกันเรียนลดลง เช่น การให้คะแนนนักเรียนแบบช่วงคะแนนกว้างขึ้น แทนที่จะให้คะแนนแบบช่วงคะแนนที่แคบลงเพื่อลดการเปรียบเทียบกัน

 

ท้ายสุด สมุดรายงานผลการเรียนหลังเรียนจบแต่ละปีการศึกษาของนักเรียนทั้งระดับประถมฯและมัธยมฯ จะไม่มีการระบุว่านักเรียนคนใดสอบได้อันดับที่เท่าไรของห้อง ในขณะที่ คะแนนเฉลี่ย คะแนนสูงสุด คะแนนต่ำสุดของแต่ละวิชา ก็จะไม่มีระบุไว้ในสมุดรายงานผลการเรียนเหมือนแต่เดิม

 

 

ความสำเร็จด้านการศึกษาของสิงคโปร์และการเตรียมประชากรสิงคโปร์สู่ยุคศตวรรษที่ 21 สิงคโปร์
วันที่ 17/10/2018  15:48:22 PM ,ผู้เข้าชม : 918

 

การศึกษาสิงคโปร์กับการสร้างคนศตวรรษที่ 21

พอดีเห็นคอลัมน์หมายเหตุประเทศไทยของคุณลม เปลี่ยนทิศ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2561 ได้เขียนเรื่อง “ พิมพ์เขียวสร้างคนศตวรรษที่ 21” ซึ่งในบทความดังกล่าวบางช่วงบางตอนได้เขียนถึงการศึกษาของสิงคโปร์ด้วย “เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” เห็นว่า นักเรียนไทยและผู้ปกครองที่สนใจเรียนต่อประเทศสิงคโปร์ น่าจะได้รับประโยชน์จากมุมมองเรื่องการศึกษาสิงคโปร์จากแหล่งอื่นๆด้วย จึงช่วยทำสรุปประเด็นสำคัญที่บทความนี้กล่าวถึงการศึกษาสิงคโปร์

 
 
ระบบการศึกษาชั้นยอด

 

เมื่อ 53 ปีก่อน นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ได้วางรากฐานให้ประเทศ โดยการสร้างประชากรสิงคโปร์ที่มีอยู่ไม่กี่ล้านคน ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าที่สุด ด้วย “การศึกษาชั้นยอด” ซึ่งสิงคโปร์ก็ทำได้สำเร็จ เพราะทุกวันนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐฯเท่านั้น 

 

นักเรียนสิงคโปร์คว้าอันดับ 1 ด้านการศึกษาของโลก

การศึกษาชั้นยอดของสิงคโปร์ ยังส่งผลให้นักเรียนสิงคโปร์ได้คะแนนทางการศึกษาเป็นอันดับ 1 ของโลก จากการประเมินผลการศึกษาและจัดอันดับของ PISA ครั้งล่าสุดปี 2015 ใน 3 วิชาหลักคือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ปรากฏว่า นักเรียนสิงคโปร์ทำคะแนนทั้ง 3 วิชาได้อันดับ 1 ของโลกจากนักเรียนกว่า 500,000 คนจากทั้งหมด 72 ประเทศที่เข้าร่วมการประเมินผลการศึกษาครั้งนี้ซึ่งจัดโดย OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

 

สิงคโปร์เตรียมคนสำหรับศตวรรษที่ 21

แม้ว่าสิงคโปร์ จะประสบความสำเร็จในด้านการศึกษา แต่ดูเหมือนว่าสิงคโปร์จะยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ เพราะในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2561 ได้เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ได้จัดทำพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติครั้งใหม่ชื่อว่า “21 st Century Competencies” หรือการสร้างสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

 

 
 

1. ลดความเครียดของนักเรียนและผู้ปกครอง

นับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นไป กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์จะมีการปรับเปลี่ยนการให้คะแนนของนักเรียนสิงคโปร์ที่สอบจบ ป.6 หรือการสอบ PSLE ซึ่งเป็นการสอบจบระดับประถมฯพร้อมกันทั่วประเทศ จากเดิมเป็นการให้คะแนนแบบลงรายละเอียด เช่น สอบได้ 214 จากคะแนนเต็ม 300 คะแนน เป็นต้น มาเป็นการให้คะแนนเป็นช่วงคะแนนแบบกว้างๆ เช่น ใครได้คะแนน AL 1 ก็แปลว่านักเรียนคนนี้ได้คะแนนสอบวิชานั้นๆมากกว่า 90% ใครได้คะแนน AL 2 ก็แปลว่าได้คะแนนระหว่าง 85-89% เป็นต้น การทำเช่นนี้ก็เพื่อลดความรู้สึกที่ว่าโรงเรียนไหนเก่งกว่ากันและเป็นการลดปัญหาที่ผู้ปกครองไปกดดันนักเรียนเรื่องการทำคะแนนสอบให้ได้คะแนนสูงๆจนมากเกินไป

 

2. ปรับระบบการเรียนการสอนใหม่

โดยเน้นให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้น กล้าแสดงออกเพื่อแก้ไขปัญหา ข้อสอบต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความเห็นอย่างเสรี การประเมินผลสอบต้องทำควบคู่กันทั้งวิชาการและพัฒนาการทางสังคมของนักเรียน

 

3. พัฒนาครู

ครูต้องผ่านการอบรมเพื่อพัฒนาวิชาชีพของตนเองอย่าง 100 ชั่วโมงต่อปี และยกระดับเงินเดือนประจำครูให้สูงไม่แพ้อาชีพอื่นๆ

 

4. การเรียนที่เชื่อมโยงในโลกความเป็นจริงมากขึ้น

รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2023 โรงเรียนทุกแห่งต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง (Real World) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นการเรียนเพียงเพื่อไปทำคะแนนสอบให้ได้สูงๆเท่านั้น

 
 

อ่านเพิ่มเติม

นักเรียนและผู้ปกครองท่านใดสนใจอ่านบทความนี้ฉบับเต็ม ก็เข้าไปที่เว็บไซด์ข่าวไทยรัฐ ไปที่คอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” ของคุณลม เปลี่ยนทิศ ชื่อเรื่อง “ พิมพ์เขียวสร้างคนศตวรรษที่ 21”

 

สัมมนาฟรี เรียนต่อ ร.ร.มัธยมฯสิงคโปร์

“เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์งานสัมมนาเกี่ยวกับการเรียนต่อโรงเรียนมัธยมฯของสิงคโปร์ซึ่งมี 2 งานด้วยกัน

งานแรกเป็นของโรงเรียนมัธยมฯเอกชนอายุ 58 ปี ชื่อ ร.ร.เซนต์ฟรานซิสฯ เมโธดิสต์ ในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2561

อีกงานเป็นของ ร.ร.ฮวาชอง (แผนก ร.ร.นานาชาติ) ซึ่งเป็นกลุ่ม ร.ร.มัธยมฯรัฐบาลชั้นแนวหน้าของสิงคโปร์ จัดในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2561

ทั้งสองงานจัดที่กรุงเทพฯ หากนักเรียนและผู้ปกครองท่านใดสนใจเข้าฟังงานสัมมนาดังกล่าว ติดต่อจองที่นั่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 085 932 9081 หรือ Add Line ID : riansingapore

 

มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ คว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของภูมิภาคเอเชีย
วันที่ 12/02/2018  14:02:09 PM ,ผู้เข้าชม : 3808

 

มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ คว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของภูมิภาคเอเชียประจำปี 2018 นับเป็นการครองแชมป์ 3 ปีติดต่อกัน

 
Photo Credit: stratstimes.com
 

มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) หรือ NUS ได้อันดับ 1 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียประจำปี 2018 ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสารไทม์ส ไฮเออร์ เอ็ดดูเคชั่น จากประเทศอังกฤษ นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ NUS ได้อันดับ 1 ในการจัดอันดับดังกล่าว ส่วนมหาวิทยาลัยของไทยที่ได้อันดับดีที่สุดในการจัดอันดับครั้งนี้ คือมหาวิทยาลัยมหิดล ได้อันดับที่ 97 

 

วางแผนเรียนต่อ ป.ตรี ที่ NUS สิงคโปร์

 

จากการประกาศดังกล่าว เชื่อแน่ว่า ผู้ปกครองและนักเรียนไทยหลายคนอาจเกิดคำถามในใจว่า หากจะเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ NUS สิงคโปร์ ควรจะวางแผนอย่างไร ซึ่ง "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ จะขอแชร์ความเห็นดังนี้

 
 
NUS ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทุกๆคน
 

NUS เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ายากมากและมีการแข่งขันแย่งที่นั่งเรียนกันสูง จึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับนักเรียนทุกๆคน ดังนั้นนักเรียนไทยที่วางแผนจะเข้า NUS ควรเป็นนักเรียนที่มีประวัติการเรียนดีเยี่ยมและมีความสามารถการใช้ภาษาในการใช้ภาษาอังกฤษในการฟัง พูด อ่าน เขียน ในระดับดี - ดีมาก เป็นพื้นฐานเลย เพราะด้วยคุณสมบัติดังกล่าว นักเรียนจึงจะมีโอกาสเบียดที่นั่งเรียนใน NUS ได้ 

 

เรียนต่อระดับ Pre University ที่สิงคโปร์

 

นอกจากจะมีประวัติการเรียนดีเยี่ยมและมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดี-ดีมากแล้ว นักเรียนกลุ่มนี้ควรจะวางแผนไปเรียนต่อที่สิงคโปร์แต่เนิ่นๆ เช่น การไปเรียนต่อระดับ Pre University หรือระดับเตรียมอุดมศึกษาของสิงคโปร์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากการเรียนในระดับนี้ที่สิงคโปร์จะมีมาตรฐานสูงมากซึ่งจะทำให้วิชาการและภาษาอังกฤษของนักเรียนก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

 
 
Pre University ที่สิงคโปร์คืออะไร
 

ระดับ Pre University ในระบบการศึกษาสิงคโปร์เป็นการเรียนระดับเตรียมอุดมศึกษา โดยจะเรียน 2 ปีก่อนเข้ามหาวิทยาลัย คล้ายๆกับการเรียน ม.5 - ม.6 ของระบบไทย และเกรด 11-12 ของระบบโรงเรียนนานาชาติ จึงอาจกล่าวได้ว่า ระดับ Pre University ของสิงคโปร์ ก็คือการเรียนในระดับมัธยมฯปลายระบบของสิงคโปร์นั่นเอง ดังนั้นนักเรียนสิงคโปร์เมื่อเรียนจบ ม.4 แล้ว หากต้องการเรียนสายสามัญเพื่อวางแผนไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็จะเลือกเรียนต่อระดับ Pre University 

 

เรียน Pre University ที่สิงคโปร์ที่ไหนได้บ้าง

 การเรียนต่อระดับ Pre University ในสิงคโปร์ จะมีโรงเรียน 3 กลุ่มที่เปิดสอนคือ 
 

+ จูเนียร์ คอลเลจ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐบาล มีประมาณ 14-15 แห่งทั่วประเทศ

+ โรงเรียนเอกชนในสิงคโปร์
+ โรงเรียนนานาชาติในสิงคโปร์
 
 

หลักสูตรการเรียนในระดับ Pre University 

 

โรงเรียนแต่ละกลุ่มดังกล่าว ก็จะเปิดสอนหลักสูตรระดับ Pre University แตกต่างกัน เช่น ในกลุ่มจูเนียร์ คอลเลจ กับโรงเรียนเอกชนในสิงคโปร์ ก็จะนิยมใช้หลักสูตร A Level  ส่วนโรงเรียนนานาชาติก็มักจะใช้หลักสูตร IB Diploma เป็นหลัก 

 

แต่ไม่ว่านักเรียนเลือกเรียนแบบไหน เมื่อเรียนจบครบ 2 ปีแล้ว นักเรียนจะต้องเข้าสอบส่วนกลางซึ่งจัดสอบโดยคณะกรรมการสอบส่วนกลางของแต่ละหลักสูตร หลังจากสอบเสร็จนักเรียนจะได้ผลสอบส่วนกลางและประกาศนียบัตรซึ่งจะนำไปใช้ยื่นสมัครเรียนต่อปริญญาตรีที่ NUS ต่อไป

 
 

ยื่นคะแนนเข้า NUS

 

เนื่องจาก NUS เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคนอยากเข้าไปเรียนมาก จึงมีการแข่งขันในการแย่งที่นั่งเรียนสูง ดังนั้นคะแนนสอบส่วนกลางที่นักเรียนยื่นเข้าไปให้ NUS พิจารณาไม่ว่าจะเป็น A Level หรือ IB จึงต้องมีคะแนนสูงตามไปด้วย ยิ่งคะแนนสูงมากเท่าไร โอกาสที่จะได้ที่นั่งเรียนก็มีมากเท่านั้น

 
ติดต่อสอบถาม
 

สำหรับนักเรียนไทยที่สนใจไปเรียนต่อระดับ Pre University ที่สิงคโปร์ เพื่อวางแผนเรียนต่อปริญญาตรีที่ NUS ควรเป็นนักเรียนไทยที่จบ ม.3 - ม.4 มีประวัติการเรียนดีเยี่ยม และมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการฟัง พูด อ่าน เขียน ในระดับดี - ดีมาก 

 

หากนักเรียนไทยคนใดมีคุณสมบัติดังกล่าว และต้องการเรียนต่อระดับ Pre University เพื่อเป็นช่องทางสู่การเรียนที่ NUS ที่สิงคโปร์ สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ โดยคลิกช่อง "สอบถามโปรโมชั่น" ทางมุมล่างขวามือของท่าน

 
 

 

Singapore National Day 2017 วันชาติสิงคโปร์
วันที่ 09/08/2017  15:47:34 PM ,ผู้เข้าชม : 2967

 

Singapore National Day 2017 วันชาติสิงคโปร์

 

PHOTO CREDIT: https://rafflespress.com/2014/08/08/whats-in-a-nation/

 

สิงคโปร์ ฉลองวันชาติครบรอบ 52 ปี รัฐบาลประกาศ upgrade การศึกษาระดับอนุบาลของประเทศ เพราะเห็นว่า เป็นจุดเริ่มสำคัญในเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกอนาคต

 

วันที่ 9 สิงหาคม 2017 เป็นวันชาติของประเทศสิงคโปร์ซึ่งปีนี้ สิงคโปร์ มีอายุครบ 52 ปี นับจากวันที่ก่อตั้งประเทศ

 

ในโอกาสนี้ นายลี เซียง ลุง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ส่งผ่านข้อความผ่านช่องทางต่างๆไปยังชาวสิงคโปร์ถึงเรื่อง "การเตรียมความพร้อมสู่อนาคต" โดยเน้นย้ำนโยบายระยะยาวที่จะทำมี 3 ประเด็นด้วยกันซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่อง "การศึกษาระดับอนุบาล" 

 

นายลี เซียง ลุง ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "พวกเราต้องเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนสิงคโปร์เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกใหม่ พวกเราต้องการให้เด็กทุกๆคนมีจุดเริ่มต้นที่ดีในชีวิต และอนาคตที่สดใส ดังนั้นตอนนี้รัฐบาลกำลังลงทุนกับการศึกษาในระดับอนุบาล เพราะมองว่าการศึกษาระดับนี้ จะสร้างความแตกต่างครั้งใหญ่ให้กับเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชีวิต (life) ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำคือ การสร้างโรงเรียนอนุบาลให้มีมากขึ้น รวมถึงการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการเรียนการสอน และครู ให้สูงขึ้นไปอีก"

 

สำหรับนโยบายระยะยาว 3 อย่างที่รัฐบาลสิงคโปร์จะทำซึ่งประกาศในวันชาติสิงคโปร์ปีนี้คือ 1. ยกระดับการศึกษาระดับอนุบาลเพื่อให้ประชากรมีจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง (start right) 2. ต่อสู้กับโรคเบาหวานเพื่อให้ประชากรมีสุขภาพที่ดี (stay healthy) 3. เตรียมประเทศสู่การเป็น Smart Nation เพื่อให้ประชากรทำงานฉลาดขึ้น (work smart)

 

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อยสำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 2)
วันที่ 03/07/2017  16:20:31 PM ,ผู้เข้าชม : 3864

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 2)

 
 

นักเรียนไทยในสิงคโปร์ ไม่จำเป็นต้องทำอาหารเองเพื่อประหยัดค่าอาหารเหมือนนักเรียนไทยในประเทศอื่นที่มีค่าครองชีพสูง ทั้งนี้เพราะในสิงคโปร์มีศูนย์อาหารไม่ติดแอร์ หรือที่เรียกว่า Hawker Centre (ฮอว์เกอร์ เซนเตอร์) ซึ่งเป็นแหล่งขายอาหารจานเดียว มีอยู่ทั่วประเทศ อาหารอร่อย และที่สำคัญ ราคาค่าอาหารไม่แพงมากนัก  

 ราคาค่าอาหารอยู่ระหว่าง 2.50-5.00 เหรียญสิงคโปร์ต่อจาน (ประมาณ 60-125 บาทต่อจาน) หากทาน 3 มื้อต่อวัน ค่าอาหารต่อวัน = 7.5-15 เหรียญสิงคโปร์ต่อวัน (ประมาณ 180-375 บาทต่อวัน) แม้ว่าราคาค่าอาหารจานเดียว จะสูงกว่าของไทย แต่ราคาก็ไม่สูงมากจนเกินเอื้อมหรือกระทบต่อเงินในกระเป๋าตังค์ของนักเรียนมากนัก นักเรียนยังสามารถซื้ออาหารจานเดียวทานได้ทุกมื้อ

 สำหรับ Hawker Centres 5 แห่งชื่อดังของสิงคโปร์ที่แนะนำให้นักเรียนไทยลองไปชิมอาหารจานเดียวท้องถิ่น มีดังนี้

 
 
 1. China Town Complex Food Centre : เป็นหนึ่ง ใน Hawker Centre ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ มีร้านอาหารกว่า 260 ร้าน อยู่บนถนน Smith Street ย่านไชน่าทาวน์
 

2. Old Airport Road Food Centre : เป็น Hawker Centre ที่เก่าแก่ของสิงคโปร์ แน่นอนว่าการมาทานอาหารที่นี่ ย่อมคาดหวังว่า จะได้ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจากร้านเก่าแก่ที่ขายกันมาหลายสิบปี ตั้งอยู่บนถนน Old Airport Road ใกล้สถานีรถไฟ MRT Dagota 

 

3. Maxwell Road Hawker Centre : หากกล่าวถึง Hawker Centre นี้แล้ว ก็จะนึกถึงร้านข้าวมันไก่ชื่อดังของสิงคโปร์ Tian Tian Hainanese Chicken Rice และอีกหลายร้านที่อาหารอร่อย เช่น โจ๊ก ร้าน Zhen Zhen Porridge เป็นต้น พิกัดอยู่ด้านหลังวัดพระเขี้ยวแก้ว ย่านไชน่าทาวน์

 

4. Tiong Bahru Market Hawker Centre : เป็น Hawker Centre ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จนกลายเป็น Hawker Centre ที่มีสภาพคล้ายศูนย์อาหารติดแอร์หรือ Food Court ในศูนย์การค้าเลยทีเดียว แต่ยังคงจุดเด่นของ Hawker Centre ไว้เหมือนเดิมคือ ราคาไม่แพง ตั้งอยู่ในย่าน Tiong Bahru ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นย่านฮิปแห่งหนึ่งของสิงคโปร์

 

5. Chomp Chomp Food Centre : เป็น Hawker Centre ที่แตกต่างจากที่อื่น เพราะในขณะทีอื่นเปิดขายตั้งแต่เช้าถึงเย็น แต่ Hawker Centreแห่งนี้ เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึงดึก เป็นที่ฝากท้องสำหรับคนทำงานเลิกเย็นมากหรือนักเรียนที่อ่านหนังสือจนดึกแล้วอยากหาอะไรมาทานแก้หิว ตั้งอยู่บนถนน Kensington Park Road ย่าน Serangoon

 
 
 
 
 
 

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 1)
วันที่ 01/07/2017  12:47:30 PM ,ผู้เข้าชม : 1114

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 1)

 

"เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" จะพาไปทำความรู้จักแหล่งอาหารราคาถูกและอร่อยสำหรับนักเรียนในสิงคโปร์ นั่นก็คือ "Hawker Centre" (ฮอว์เกอร์ เซนเตอร์)

 

Hawker Centre มีจุดกำเนิดคือ ครั้งหนึ่งที่สิงคโปร์ ก็เคยมีคนขายอาหารตามข้างถนนหรือ Street Food เหมือนในไทย แต่ต่อมารัฐบาลสิงคโปร์ในขณะนั้นเห็นว่า การขายอาหารในลักษณะนี้ไม่สะอาด ไม่ถูกหลักอนามัย รวมถึงกีดขวางทางเท้าด้วย จึงได้มีแนวคิดในการจัดระเบียบใหม่คือ สร้างศูนย์อาหารแบบไม่มีแอร์ขึ้น แล้วสร้างร้านค้าย่อยหลายๆร้านภายในศูนย์ แล้วดึงผู้ค้าอาหารตามทางเท้าทั้งหมดมาขายอาหารในศูนย์นี้พร้อมเก็บค่าเช่าในราคาถูก

 

 ปัจจุบัน Hawker Centres มีหลายร้อยแห่งกระจายในทั่วทุกจุดของสิงคโปร์ มักอยู่ใกล้ตลาดสดและย่านชุมชน มีอาหารท้องถิ่นหลายแห่ง หลายร้านเป็นร้านเก่าแก่ อาหารอร่อย ที่สำคัญราคาถูก เริ่มต้น 2.50-5.00 เหรียญสิงคโปร์ต่อจาน (ประมาณ 60-125 บาทต่อจาน) ทานจานเดียวอิ่ม ไม่ต้องเบิ้ล เหมาะกับนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง

 

 
 
 

 

เรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ เหมาะกับใคร ?
วันที่ 27/04/2017  14:02:06 PM ,ผู้เข้าชม : 874

 

เรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ เหมาะกับใคร ?

 
 

1. เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการก้าวหน้าเร็วในการพัฒนาภาษาอังกฤษของตนเอง ทั้งนี้เพราะ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ทำให้นักเรียนที่มาเรียนที่นี่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารบ่อยซึ่งส่งผลให้ทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนก้าวหน้าขึ้นในทางอ้อม 

นอกจากนี้โรงเรียนภาษาหลายแห่งในสิงคโปร์ เปิดสอนหลักสูตรภาษาเต็มวัน เรียนวันละ 5-6 ชั่วโมงซึ่งแนะนำนักเรียนไทยลงเรียน หากต้องการเรียนอย่างเข้มข้น เพราะหลักสูตรเรียนเต็มวันแบบนี้ จะทำให้ยิ่งบีบให้นักเรียนต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ก้าวหน้าเร็ว 

 
 

2 การเลือกเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เป็นทางเลือกที่ดีที่จะทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตนเองได้อย่างรวดเร็วซึ่งเป็นปัจจัยการเลือกที่สำคัญมาก แต่อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ประเทศที่เลือกต้องมีความปลอดภัยสูงต่อชีวิตและทรัพย์สินด้วย ซึ่งหากนักเรียนคนใด ให้น้ำหนักและความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย "สิงคโปร์" จะเป็นตัวเลือกต้นๆเลยทีเดียว เพราะ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคดีอาชญากรรมต่ำมาก ไม่มีภัยธรรมชาติร้ายแรง และมีปัญหาสังคมน้อย เช่น ปัญหายาเสพติด ทำให้ประเทศนี้ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักและมีความปลอดภัยสูงด้วย  

 
 

3. นักเรียนหลายคน อยากไปเรียนภาษาในต่างประเทศ แต่ก็อดคิดถึงคุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ หรือกลับกับ คุณพ่อและคุณแม่ อยากส่งนักเรียนไปเรียนภาษาในต่างประเทศ แต่ก็กลัวคิดถึงลูก หากต่างฝ่ายกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ การเลือกเรียนภาษาที่สิงคโปร์ อาจเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะทั้งสองฝ่ายสามารถไปเยี่ยมเยียนและไปมาหาสู่กันได้ง่าย เนื่องจากสิงคโปร์อยู่ห่างจากไทย 2 ชั่วโมงโดยการนั่งเครื่องบิน และเวลาผู้ปกครองไปเยี่ยมนักเรียนที่สิงคโปร์ ก็ไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยากและเสียเวลา เพราะคนไทยสามารถเข้าสิงคโปร์โดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าเมือง และสามารถอยู่ในสิงคโปร์ได้สูงสุด 30 วัน 

 
 
 

นักเรียนและผู้ปกครองท่านใดต้องการขอคำปรึกษาการเรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ สามารถติดต่อได้ที่ เรียนสิงคโปร์ดอทคอม 085 932 9081 

หรือ อีเมล์ course@riansingapore.com

 

หน้า 1/3
1 2 3  [ถัดไป]
[Go to top]