Blog
ReadyPlanet.com
dot
dot


การเทียบวุฒิ ม.6 สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนจบจากสิงคโปร์
วันที่ 15/03/2021  13:39:57 PM ,ผู้เข้าชม : 61

 

 

การเทียบวุฒิ ม.6 สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนจบจากสิงคโปร์

 

จะต้องเรียนจบมัธยมฯระดับใดในสิงคโปร์ จึงจะเทียบวุฒิเทียบเท่า ม.6 ของไทยเพื่อใช้ศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในไทยได้ 

สมัยก่อน นักเรียนไทยเมื่อเรียนจบ ม.4 ที่สิงคโปร์ จะต้องเข้าสอบส่วนกลางซึ่งสอบพร้อมกันทั่วประเทศเรียกการสอบว่า "Singapore Cambridge GCE O-Level "

หากผลสอบดังกล่าว นักเรียนทำเกรดได้อย่างน้อย C จำนวน 5 วิชาขึ้นไป นักเรียนสามารถนำผลสอบนี้มาขอเทียบวุฒิจบ ม.6 ที่ไทยได้ 

จึงเท่ากับว่า นักเรียนไทยที่จบ ม.4 ที่สิงคโปร์ พร้อมผลสอบ GCE O-Level ดังกล่าว ก็สามารถนำมาเทียบวุฒิจบ ม.6 ที่ไทยเพื่อนำมาสมัครเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในไทยได้แล้ว 

 

แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลักเกณฑ์การเทียบวุฒิข้างต้นได้ยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว และได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์นี้เรื่อยมาเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วง

จนกระทั่งปลายกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยหรือ ทปอ. ได้ประกาศหลักเกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ล่าสุดขึ้นมา เพื่อนำไปใช้สมัครเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยไทยสำหรับปีการศึกษา 2565 

ปรากฏว่า ในส่วนของวุฒิการศึกษาจากสิงคโปร์ให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับวุฒิการศึกษาจากอังกฤษ กล่าวคือ นักเรียนจะต้องมีผลสอบ GCE A-Level จำนวนอย่างน้อย 3 วิชา แต่ละวิชาได้เกรดระหว่าง A-E

จากเกณฑ์ดังกล่าวแปลว่า หลังจากนักเรียนไทยเรียนจบ ม.4 ที่สิงคโปร์แล้ว นักเรียนยังต้องเรียนต่อระดับจูเนียร์ คอลเลจ (Junior College) หรือเทียบเท่าที่สิงคโปร์อีก 2 ปี

เมื่อเรียนจบระดับจูเนียร์ คอลเลจ แล้ว นักเรียนจะต้องเข้าสอบส่วนกลางพร้อมกันทั่วประเทศหรือที่เรียกว่าการสอบ "Singapore Cambridge GCE A-Level"

หากผลสอบดังกล่าว นักเรียนสอบได้คะแนนระหว่าง A-E จำนวนอย่างน้อย 3 วิชา 

วุฒิการศึกษาสิงคโปร์ก็จะถึงเกณฑ์เทียบเท่ากับวุฒิ ม.6 ของไทย สามารถนำมาใช้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยไทยในปีการศึกษา 2565 ได้ 

 
 
ผลสอบ A level 2020 สิงคโปร์
วันที่ 24/02/2021  14:47:53 PM ,ผู้เข้าชม : 68

 

 

นักเรียน A Level ในสิงคโปร์ (เทียบเคียงได้กับ ม.6 ของไทย) ทำผลงานเยื่ยม โดยจำนวนนักเรียนที่สอบผ่าน A Level ปีล่าสุด มีจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 

นักเรียนที่สอบผ่าน A Level ในปี 2020 มีทั้งหมด 10,905 คนจากนักเรียนที่เข้าสอบทั้งหมด 11,646 คน ดังนั้นนักเรียนที่สอบผ่านคิดเป็น 93.6% 

ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2006 ทั้งๆที่ปี 2020 นักเรียน A Level ในสิงคโปร์ประสบความยากลำบากในการเรียน เพราะต้องเรียนออนไลน์ที่บ้านเป็นหลัก อันเนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 

ตัวเลขข้างต้นสะท้อนได้ดีว่า สิงคโปร์ยังคงประคับประคองมาตรฐานการศึกษาของตนเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะนักเรียนในสิงคโปร์จะได้รับผลกระทบเต็มๆจากสถานการณ์โควิด 19 ก็ตาม 

สำหรับ A Level นั้นเป็นการสอบประจำปีซึ่งนักเรียนที่เรียนจบ Junior College ปี 2 หรือ JC 2 (เทียบเคียงได้กับ ม.6 ของไทย) จะต้องเข้าสอบทุกคน

ใครสอบผ่าน ก็จะถือว่าจบ ม.ปลายระบบการศึกษาสิงคโปร์อย่างสมบูรณ์ ใครสอบไม่ผ่าน ก็ยังถือว่าไม่จบ ม.ปลาย ต้องไปเตรียมตัวใหม่ แล้วรอสอบปีหน้า 

นักเรียนคนใดที่สอบผ่าน A Level แล้ว จะได้รับใบเกรดแจ้งผลสอบและใบวุฒิการศึกษาจบ A Level ซึ่งนักเรียนจะนำเอกสารการศึกษา A Level นี้ไปยื่นเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยต่อไป

สำหรับใบเกรดและใบวุฒิฯ A Level ของสิงคโปร์นั้นถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งเลย เพราะเป็นที่ยอมรับทั้งมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยทั่วโลก เพราะถือว่าเป็นวุฒิ ม.ปลายมาตรฐานโลกเทียบเท่าวุฒิ A Level ของอังกฤษ 

เนื่องจาก A Level เป็นการสอบส่วนกลางและจัดสอบโดยหน่วยงานจัดสอบที่มีความน่าเชื่อถืออย่างกระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ร่วมกับ Cambridge International Examinations หรือ CIE ซึ่งเป็นคณะกรรมการสอบของมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

นักเรียนไทยคนใดสนในเรียนหลักสูตร A Level และสอบ A Level ในสิงคโปร์ ขอคำปรึกษาได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ 

 
 
 

 

กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ประกาศไม่ขึ้นค่าเรียน ร.ร.รัฐบาลในปีการศึกษา 2021
วันที่ 10/12/2020  13:58:22 PM ,ผู้เข้าชม : 122

 

นร.ไทยได้เฮ กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ประกาศไม่ขึ้นค่าเรียน ร.ร.รัฐบาลในปีการศึกษา 2021

 
 

กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ได้ออกประกาศค่าเรียนโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ทั้งระดับประถมฯและมัธยมฯของปีการศึกษา 2021 แล้ว

 

ปรากฏว่าในส่วนค่าเรียนปี 2021 ของกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่มาจากชาติสมาชิกอาเซียนซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มนี้ กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ไม่มีการปรับค่าเรียนขึ้น ให้คงค่าเรียนไว้เหมือนปี 2020 

 

ดังนั้นค่าเรียนโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ ระดับประถมฯ ปี 2021 สำหรับนักเรียนไทย = 5,580 เหรียญสิงคโปร์ต่อปี คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยช่วงนี้ (ธ.ค.20) X 23 บาท = 128,000 บาทต่อปีโดยประมาณ

 
 

ส่วนค่าเรียนโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ ระดับมัธยมฯ ปี 2021 สำหรับนักเรียนไทย = 9,360 เหรียญสิงคโปร์ต่อปี คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยช่วงนี้ (ธ.ค.20) X 23 บาท = 215,000 บาทต่อปีโดยประมาณ

 
 
 
 
 
 
 
 

 

ทำไมสิงคโปร์จึงมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษดีเป็นอันดับต้นๆของโลกและเป็นอันดับ 1 ของเอเซีย
วันที่ 02/12/2020  13:28:42 PM ,ผู้เข้าชม : 171

 

ทำไมสิงคโปร์จึงมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษดีเป็นอันดับต้นๆของโลกและเป็นอันดับ 1 ของเอเซีย

 
 
 
สิงคโปร์ ได้คะแนนเป็นอันดับ 10 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเซีย จากการสำรวจความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษของประชากรโลกประจำปี 2020
เป็นการสำรวจโดย EF ซึ่งเป็นบริษัทการศึกษาระหว่างประเทศ โดยสำรวจกลุ่มประชากรกว่า 2.2 ล้านคนจากทั้งหมด 100 ประเทศทั่วโลก (เน้นสำรวจในประเทศที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่หรือ Native Speaker) ประจำปี 2020 หรือ EF English Proficiency Index 2020 
ในการสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า เนเธอร์แลนด์ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของโลก ในขณะที่ ไทย ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 89 ของโลกจากทั้งหมด 100 ประเทศ ที่ทำการสำรวจ

 
 
แล้วอะไรที่ทำให้คนสิงคโปร์จึงมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี การที่สิงคโปร์ได้อันดับที่สูงและได้คะแนนการประเมินภาษาอังกฤษในระดับสูงมาก (very high) จาก EF English Proficiency Index 2020 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
 
 
 
 "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" มองว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจาก "นโยบายการศึกษา 2 ภาษา" หรือ The Bilingual Education Policy ที่สิงคโปร์ได้นำนโยบายนี้มาเริ่มใช้ในระบบการศึกษาของสิงคโปร์มาตั้งแต่ประมาณ 60 ปีที่แล้ว
 
นโยบาย Bilingual Education Policy มีหลักการสำคัญคือ กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักที่ใช้ในโรงเรียนและใช้สอนในทุกวิชา (หมายเหตุ : และยังกำหนดให้นักเรียนสิงคโปร์เรียนภาษาแม่หรือ Mother Tongue อีก 1 ภาษาโดยให้เลือกเรียนภาษาจีนกลาง ภาษามาเลย์ หรือภาษาทมิฬ ภาษาใดภาษาหนึ่งอีกด้วย)
 
นอกจากนี้ เฉพาะในวิชาภาษาอังกฤษ ยังถูกกำหนดให้นักเรียนในระบบการศึกษาสิงคโปร์ เรียนวิชาภาษาอังกฤษแบบ First Language หรือภาษาแรก
 
 
 
การเรียนวิชาภาษาอังกฤษแบบ First Language นั้น เป็นการเรียนภาษาอังกฤษในมาตรฐานเดียวกับการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นต้น การเรียนภาษาอังกฤษแบบนี้ จะมีความลึกทางภาษา เพราะเป็นการเรียนสำหรับนักเรียนที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก เป็นภาษาแม่ 
 
พูดง่ายๆว่า นักเรียนของอังกฤษเรียนวิชาภาษาอังกฤษอย่างไร นักเรียนในระบบการศึกษาของสิงคโปร์ก็เรียนแบบนั้นด้วย นักเรียนของอังกฤษสอบวิชาภาษาอังกฤษแบบใด นักเรียนในระบบการศึกษาสิงคโปร์ ก็สอบแบบนั้นเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า มาตรฐานการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาสิงคโปร์ สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาของอังกฤษได้เลย

ดังนั้นประชากรสิงคโปร์ที่ผ่านระบบการศึกษาสิงคโปร์ที่มีนโยบาย Bilingual Education Policy จึงมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เวลามีการประเมินทักษะการใช้ภาษาอังกฤษขององค์กรระหว่างประเทศแบบนี้ สิงคโปร์ มักติดอันดับต้นๆและได้คะแนนประเมินสูงเสมอ
 
 
 
 
 
 

 

เรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่สิงคโปร์ช่วง Covid 19
วันที่ 24/08/2020  11:26:40 AM ,ผู้เข้าชม : 198

 

 

นักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่สิงคโปร์ปีนี้ แต่ไปไม่ได้เพราะสถานการณ์ covid 19 จะหาทางออกอย่างไร 

 
 

จากสถานการณ์ covid 19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ ได้ส่งผลกระทบไปยังกลุ่มนักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่ประเทศสิงคโปร์ในปีการศึกษา 2020 เพราะการเดินทางออกจากไทยรวมถึงการเข้าสิงคโปร์ด้วยการบินในช่วงเวลานี้มีข้อจำกัดมากๆ 

ในช่วงแรกที่เกิด covid 19 นักเรียนไทยในกลุ่มนี้ เลือกที่จะเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนและเฝ้าดูสถานการณ์ เพราะในขณะนั้นเชื่อกันว่า สถานการณ์ covid 19 จะอยู่ไม่นาน ดังนั้นหลายคนจึงรอให้สถานการณ์ covid 19 คลี่คลาย แล้วจึงค่อยเดินทางไปเรียนต่อตามแผน

 
 

แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สถานการณ์ covid 19 ยังไม่มีท่าทีที่จะจบในเร็ววันนี้เลยและไม่รู้ด้วยว่าสถานการณ์นี้จะอยู่ยาวนานไปถึงเมื่อไร

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอนแบบนี้ นักเรียนไทยที่วางแผนไปเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ในสิงคโปร์ จะมีทางเลือกอะไรบ้าง

 
 

ทางเลือกแรก : รอกันต่อไป โดยยกเลิกแผนที่จะไปเรียนต่อปีนี้ แล้วเลื่อนไปเรียนในปีหน้าแทน โดยเชื่อว่า สถานการณ์ covid 19 น่าจะจบลงในปีหน้า 

 

ทางเลือกสอง : ไม่รอแล้ว เพราะการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกับคนทำงาน ไม่สามารถหยุดกิจกรรมนี้ได้นานๆ เพราะทำให้นักเรียนสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ดังนั้นนักเรียนกลุ่มนี้จึงต้องหาแผนสำรอง

ในบรรดาแผนสำรองที่น่าสนใจในเวลานี้ จะขอกล่าวถึงการเรียนต่อ ป.ตรี และ ป.โท ที่มหาวิทยาลัย James Cook University วิทยาเขตประเทศสิงคโปร์ หรือเรียกสั้นๆว่า JCU Singapore

 
 

JCU Singapore ทราบดีว่า ตอนนี้นักเรียนต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์เพื่อมาเรียนต่อได้ มหาวิทยาลัยจึงเปิดการเรียนทั้งระดับ ป.ตรี และป.โท ในรูปแบบ online เพื่อให้เป็นแผนสำรองของนักเรียนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ covid 19 ได้เรียนไปก่อน

นักเรียนต่างชาติสามารถเรียน ป.ตรี / ป.โท ในรูปแบบ online ไปเรื่อยๆจนกว่าสถานการณ์ covid 19 ดีขึ้นจนผู้คนสามารถเดินทางระหว่างประเทศด้วยการบินได้อีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้น นักเรียนต่างชาติก็จะบินเข้าสิงคโปร์เพื่อมาเรียนที่วิทยาเขตของ JCU Singapore ในชั้นเรียนปกติต่อไป

 

ข้อดีของแผนสำรองนี้คือ นักเรียนไม่จำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ covid 19 เป็นปกติแล้วจึงค่อยกลับไปเรียนซึ่งเป็นการรอที่ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปถึงเมื่อไร แต่แผนสำรองนี้ นักเรียนสามารถเริ่มเรียนและเริ่มเก็บหน่วยกิตการเรียนได้เลย ไม่ต้องรอให้เสียเวลา

ข้อดีประการถัดมาคือ ระหว่างเรียนออนไลน์ที่บ้าน นักเรียนสามารถ save ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ากินอยู่ในระหว่างเรียนที่สิงคโปร์ได้ซึ่งปกตินักเรียนไทยที่อยู่สิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายนี้โดยเฉลี่ยประมาณ 38,000-40,000 บาทต่อเดือน ยิ่งได้เรียน online นานเท่าไร นักเรียนก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายนี้ได้มากขึ้นเท่านั้น จะทำให้ค่าใช้จ่ายรวมในการเรียน ป.ตรี / ป.โท ที่สิงคโปร์ลดลงกว่าปกติ

 
 

ข้อดีประการสุดท้ายคือ การเรียน online ทำให้นักเรียนสามารถเก็บหน่วยกิตเรียนได้ตามปกติ เพราะทันทีที่นักเรียนสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ได้แล้ว นักเรียนสามารถนำหน่วยกิตที่เรียน online มาเทียบโอนเรียนต่อในชั้นเรียนปกติที่มหาวิทยาลัยได้อย่างต่อเนื่องเลย

 

ตอนนี้ JCU Singapore กำลังเปิดรับสมัครนักเรียนเพื่อเรียนต่อระดับ ป.ตรี / ป.โท ในภาคการศึกษาใหม่ที่จะเปิดเรียนวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ พร้อมมีข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนต่างชาติด้วย

เริ่มจากการงดเก็บค่าสมัครเรียน 250 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณเกือบ 6,000 บาท) นอกจากนี้นักเรียนยังมีสิทธิ์ยื่นขอทุนการศึกษาบางส่วนเพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าเรียน มูลค่าสูงสุดประมาณ 450,000 บาทซึ่ง JCU Singapore จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป

นักเรียนคนใดต้องการปรึกษาเพิ่มเติมและติดต่อสมัครเรียน JCU Singapore สามารถติดต่อได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ

 
 
 
 
 

 

การทำธุรกิจ AECปริญญาตรี สาขา "International Management and South East Asia Studies"
วันที่ 02/05/2019  12:03:02 PM ,ผู้เข้าชม : 419

 

การทำธุรกิจในตลาด AEC 

 

หลังจากการเปิดตลาดธุรกิจการค้าเสรีประชาคมอาเซียน หรือ AEC ทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการลงทุน ภาคการส่งออก เพราะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดภูมิภาคอาเซียนที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลกและมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

 

กรณีดังกล่าวได้ส่งผลมายังภาคการศึกษาด้วย เพราะมีมหาวิทยาลัยบางแห่งได้เริ่มเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีที่เกี่ยวข้องกับ "การทำธุรกิจในตลาด AEC" โดยเฉพาะ

 

หนึ่งในนั้นคือมหาวิทยาลัย SOAS University of London มหาวิทยาลัยชั้นนำและเชี่ยวชาญด้านเอเซียศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี สาขา "International Management and South East Asia Studies" 

 
 

หลักสูตรนี้ นักศึกษาจะได้เรียนรู้พื้นฐานการทำธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันนักศึกษาจะได้เรียนรู้บริบท สังคม วัฒนธรรม และภาษาอย่างน้อยหนึ่งภาษาในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาทราบว่า ควรจะทำธุรกิจในตลาด AEC อย่างไรให้สำเร็จ

 

หลักสูตรนี้นักศึกษาไม่ต้องบินไปเรียนถึงอังกฤษ แต่เรียนที่สิงคโปร์ซึ่งเป็น 1 ในประเทศที่มีความเข้มแข็งในด้านธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนและของโลกโดยเรียนที่สถาบันการศึกษาเอกชนที่มีชื่อเสียงด้านการจัดการธุรกิจของสิงคโปร์อย่าง "Ngee Ann Academy" ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนหลักสูตรนี้ในบริบทอาเซียนจริงๆ

 

หากผู้ปกครองและนักเรียนไทยคนใดกำลังวางแผนเรียน ป.ตรี ที่สิงคโปร์ และคิดว่า "การทำธุรกิจในตลาด AEC" กำลังมา หลักสูตรนี้จะเป็นตัวเลือกที่ดีของนักเรียน

สนใจรายละเอียด ติดต่อสอบถามได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ที่ 085 932 9081 หรือ Line : @riansingapore

 
 

 

Tips เตรียมภาษาอังกฤษก่อนเรียนตรีโทที่สิงคโปร์
วันที่ 22/01/2019  11:39:36 AM ,ผู้เข้าชม : 1323

 

 

การไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่สิงคโปร์นั้น สิ่งแรกที่นักเรียนจะต้องเตรียมความพร้อมคือ “ภาษาอังกฤษ” เพราะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย และรวมถึงทุกระดับชั้นในสิงคโปร์

คำถามคือ นักเรียนไทยจะต้องเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษแบบไหน เตรียมอย่างไร ถึงจะทำให้นักเรียนไทยสามารถเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทเป็นภาคภาษาอังกฤษได้ในสิงคโปร์

“เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” จะขอยกกรณีตัวอย่างการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนต่างชาติก่อนขึ้นไปเรียนปริญญาตรีและปริญญาโทของ James Cook University วิทยาเขตสิงคโปร์ หรือ JCU Singapore ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐของออสเตรเลียที่นอกจากจะมีวิทยาเขตที่ออสเตรเลียแล้ว ยังมีวิทยาเขตที่สิงคโปร์ด้วย เพื่อให้นักเรียนไทยได้ใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัย

 

01 ทักษะภาษาอังกฤษวิชาการ

 

เป็นทักษะสำคัญที่ใช้ในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย ภาคภาษาอังกฤษ โดยหลักสูตรภาษาอังกฤษของ JCU Singapore จะมุ่งพัฒนาการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษในระดับชีวิตประจำวันก่อน

เมื่อพื้นฐานระดับนี้แน่นแล้ว JCU Singapore ก็จะเพิ่มระดับให้ยากขึ้นโดยการพัฒนาการฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษในระดับวิชาการ (Academic Literacy Skill) ซึ่งเป็นระดับภาษาอังกฤษวิชาการที่ใช้ในมหาวิทยาลัยทั้งระดับปริญญาตรีและโท

ในการเรียนภาษาอังกฤษระดับวิชาการนั้น นักศึกษาจะต้องนำเสนอข้อมูล (Presentation) ในหัวข้อวิชาการเป็นภาษาอังกฤษได้ สามารถเขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษได้ และสามารถอภิปรายโต้วาทีเป็นภาษาอังกฤษได้

 
 

02 ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง

 

นอกจากทักษะภาษาอังกฤษวิชาการแล้ว JCU Singapore ยังมองว่า ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท ดังนั้นในระหว่างเรียนเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษ ทางมหาวิทยาลัยก็จะพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองไปพร้อมๆกันด้วยโดยผ่านการทำงานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ซึ่งนักศึกษาจะต้องกำหนดหัวข้อที่จะศึกษา หาแหล่งข้อมูล และทำสรุปด้วยตนเอง ในท้ายของหลักสูตรนั้น นักศึกษาจะต้องเขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 1,500 คำและสามารถนำเสนอข้อมูลหัวข้อวิชาการเป็นภาษาอังกฤษได้ 

 

03 ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

 

ทักษะนี้ JCU Singapore มองว่า จะต้องฝึกให้นักศึกษามีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ในระหว่างการเรียนเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษด้วย เพราะเห็นว่าเป็นทักษะสำคัญที่ต้องใช้ระหว่างเรียนปริญญาตรีและโท

JCU Singapore จะสอดแทรกการพัฒนาทักษะนี้โดยการกระตุ้นให้นักศึกษาได้ใช้ภาษาอังกฤษในการแสดงความคิดเห็น และใช้ภาษาอังกฤษในการอภิปรายโต้แย้งทั้งในรูปแบบภาษาพูดและภาษาเขียน

 
 

ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม

ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษและทักษะต่างๆที่จำเป็นต่อการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทนั้น นักศึกษาต่างชาติแต่ละคนจะใช้เวลาไม่เท่ากัน

สำหรับนักศึกษาที่จะเตรียมขึ้นไปเรียนระดับปริญญาตรีนั้น อาจใช้เวลาเรียนเตรียมความพร้อมฯ 4-12 เดือน ส่วนนักศึกษาที่จะเตรียมขึ้นไปเรียนระดับปริญญาโท อาจใช้เวลา 4-16 เดือน ทั้งนี้ JCU Singapore จะมีการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษนักศึกษา ก่อนที่จะกำหนดระยะเวลาเรียนที่เหมาะสมให้กับนักศึกษาแต่ละคน

 

การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ

นักเรียนไทยคนใดที่วางแผนจะไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่สิงคโปร์ แต่อยากรู้ว่าระดับภาษาอังกฤษของตนเองอยู่ระดับใด เมื่อเทียบกับผลสอบภาษาอังกฤษมาตรฐาน IELTS

ขอเชิญลงทะเบียนขอสอบวัดระดับภาษาอังกฤษกับ JCU Singapore ซึ่งจะจัดสอบที่กรุงเทพฯ ที่โรงแรมเชอราตัน สุขุมวิท ติด BTS อโศก ในวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562 สอบฟรี สนใจรายละเอียดติดต่อ “เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ โดยคลิกปุ่มติดต่อสอบถามได้ที่มุมขวามือของหน้าจอ 

 
 
 

 

การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน
วันที่ 17/12/2018  15:40:41 PM ,ผู้เข้าชม : 716

 

การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน
 
 

"การศึกษาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน" รมต.ศึกษาฯสิงคโปร์ กล่าวไว้ หลังสิงคโปร์ออกนโยบายการศึกษาใหม่ หวังลดการเรียนแบบแข่งขันมาเป็นการเรียนเพื่อเน้นความเข้าใจและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

 

สิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่อีกมุมหนึ่งนักเรียนและผู้ปกครองของที่นี่ส่วนใหญ่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องเกรดและการจัดอันดับความสามารถของนักเรียนตามผลสอบ

 

จากค่านิยมดังกล่าว ทำให้นักเรียนหลายคนมุ่งเรียนเพื่อสอบเพื่อให้ได้คะแนนดีๆ ผลที่ตามมาคือวิธีการเรียนรู้ของนักเรียน จะไปเน้นเรื่องการเรียนรู้แบบจดจำและทำซ้ำหรือ Rote Learning รวมถึงการเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนให้มากขึ้นจากการเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมเพื่อเป้าหมายเดียวคือ การทำคะแนนสอบให้ได้สูงๆ บรรยากาศการเรียนจึงมีลักษณะแข่งขันและเปรียบเทียบกันสูง

 

จากค่านิยมดังกล่าว ทำให้การเรียนเพื่อความเข้าใจและสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันถูกละเลยไป 

 
 

เรื่องนี้แน่นอนว่า รัฐบาลสิงคโปร์มองว่าเป็นปัญหาระดับชาติและกำลังจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาของชาติกันอีกครั้ง โดยช่วงปลายปี 2018 นายออง ยี คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์ ได้แถลงข่าวว่า กระทรวงฯกำลังมีแผนปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาครั้งสำคัญ โดยการลดการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างนักเรียนมาเป็น "การส่งเสริมให้นักเรียนแต่ละคนใส่ใจต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง" โดยให้เหตุผลว่า "การศึกษาไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน"

 

นโยบายดังกล่าวนำมาสู่มาตรการที่จะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2019 ก็คือ ยกเลิกการสอบของนักเรียนระดับ ป.1-2 แล้วนำการอภิปรายในห้องเรียน (Discussion) , การบ้าน และการสอบย่อย (Quiz) มาประเมินผลการเรียนของนักเรียนแทน

 

นอกจากนี้นักเรียนในชั้นประถมฯปลายและชั้นมัธยมฯ ก็จะทำให้บรรยากาศการแข่งขันกันเรียนลดลง เช่น การให้คะแนนนักเรียนแบบช่วงคะแนนกว้างขึ้น แทนที่จะให้คะแนนแบบช่วงคะแนนที่แคบลงเพื่อลดการเปรียบเทียบกัน

 

ท้ายสุด สมุดรายงานผลการเรียนหลังเรียนจบแต่ละปีการศึกษาของนักเรียนทั้งระดับประถมฯและมัธยมฯ จะไม่มีการระบุว่านักเรียนคนใดสอบได้อันดับที่เท่าไรของห้อง ในขณะที่ คะแนนเฉลี่ย คะแนนสูงสุด คะแนนต่ำสุดของแต่ละวิชา ก็จะไม่มีระบุไว้ในสมุดรายงานผลการเรียนเหมือนแต่เดิม

 

 

ความสำเร็จด้านการศึกษาของสิงคโปร์และการเตรียมประชากรสิงคโปร์สู่ยุคศตวรรษที่ 21 สิงคโปร์
วันที่ 17/10/2018  15:48:22 PM ,ผู้เข้าชม : 1137

 

การศึกษาสิงคโปร์กับการสร้างคนศตวรรษที่ 21

พอดีเห็นคอลัมน์หมายเหตุประเทศไทยของคุณลม เปลี่ยนทิศ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2561 ได้เขียนเรื่อง “ พิมพ์เขียวสร้างคนศตวรรษที่ 21” ซึ่งในบทความดังกล่าวบางช่วงบางตอนได้เขียนถึงการศึกษาของสิงคโปร์ด้วย “เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” เห็นว่า นักเรียนไทยและผู้ปกครองที่สนใจเรียนต่อประเทศสิงคโปร์ น่าจะได้รับประโยชน์จากมุมมองเรื่องการศึกษาสิงคโปร์จากแหล่งอื่นๆด้วย จึงช่วยทำสรุปประเด็นสำคัญที่บทความนี้กล่าวถึงการศึกษาสิงคโปร์

 
 
ระบบการศึกษาชั้นยอด

 

เมื่อ 53 ปีก่อน นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ได้วางรากฐานให้ประเทศ โดยการสร้างประชากรสิงคโปร์ที่มีอยู่ไม่กี่ล้านคน ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าที่สุด ด้วย “การศึกษาชั้นยอด” ซึ่งสิงคโปร์ก็ทำได้สำเร็จ เพราะทุกวันนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐฯเท่านั้น 

 

นักเรียนสิงคโปร์คว้าอันดับ 1 ด้านการศึกษาของโลก

การศึกษาชั้นยอดของสิงคโปร์ ยังส่งผลให้นักเรียนสิงคโปร์ได้คะแนนทางการศึกษาเป็นอันดับ 1 ของโลก จากการประเมินผลการศึกษาและจัดอันดับของ PISA ครั้งล่าสุดปี 2015 ใน 3 วิชาหลักคือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ปรากฏว่า นักเรียนสิงคโปร์ทำคะแนนทั้ง 3 วิชาได้อันดับ 1 ของโลกจากนักเรียนกว่า 500,000 คนจากทั้งหมด 72 ประเทศที่เข้าร่วมการประเมินผลการศึกษาครั้งนี้ซึ่งจัดโดย OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

 

สิงคโปร์เตรียมคนสำหรับศตวรรษที่ 21

แม้ว่าสิงคโปร์ จะประสบความสำเร็จในด้านการศึกษา แต่ดูเหมือนว่าสิงคโปร์จะยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ เพราะในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2561 ได้เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ได้จัดทำพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติครั้งใหม่ชื่อว่า “21 st Century Competencies” หรือการสร้างสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

 

 
 

1. ลดความเครียดของนักเรียนและผู้ปกครอง

นับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นไป กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์จะมีการปรับเปลี่ยนการให้คะแนนของนักเรียนสิงคโปร์ที่สอบจบ ป.6 หรือการสอบ PSLE ซึ่งเป็นการสอบจบระดับประถมฯพร้อมกันทั่วประเทศ จากเดิมเป็นการให้คะแนนแบบลงรายละเอียด เช่น สอบได้ 214 จากคะแนนเต็ม 300 คะแนน เป็นต้น มาเป็นการให้คะแนนเป็นช่วงคะแนนแบบกว้างๆ เช่น ใครได้คะแนน AL 1 ก็แปลว่านักเรียนคนนี้ได้คะแนนสอบวิชานั้นๆมากกว่า 90% ใครได้คะแนน AL 2 ก็แปลว่าได้คะแนนระหว่าง 85-89% เป็นต้น การทำเช่นนี้ก็เพื่อลดความรู้สึกที่ว่าโรงเรียนไหนเก่งกว่ากันและเป็นการลดปัญหาที่ผู้ปกครองไปกดดันนักเรียนเรื่องการทำคะแนนสอบให้ได้คะแนนสูงๆจนมากเกินไป

 

2. ปรับระบบการเรียนการสอนใหม่

โดยเน้นให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้น กล้าแสดงออกเพื่อแก้ไขปัญหา ข้อสอบต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความเห็นอย่างเสรี การประเมินผลสอบต้องทำควบคู่กันทั้งวิชาการและพัฒนาการทางสังคมของนักเรียน

 

3. พัฒนาครู

ครูต้องผ่านการอบรมเพื่อพัฒนาวิชาชีพของตนเองอย่าง 100 ชั่วโมงต่อปี และยกระดับเงินเดือนประจำครูให้สูงไม่แพ้อาชีพอื่นๆ

 

4. การเรียนที่เชื่อมโยงในโลกความเป็นจริงมากขึ้น

รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2023 โรงเรียนทุกแห่งต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง (Real World) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นการเรียนเพียงเพื่อไปทำคะแนนสอบให้ได้สูงๆเท่านั้น

 
 

อ่านเพิ่มเติม

นักเรียนและผู้ปกครองท่านใดสนใจอ่านบทความนี้ฉบับเต็ม ก็เข้าไปที่เว็บไซด์ข่าวไทยรัฐ ไปที่คอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” ของคุณลม เปลี่ยนทิศ ชื่อเรื่อง “ พิมพ์เขียวสร้างคนศตวรรษที่ 21”

 

สัมมนาฟรี เรียนต่อ ร.ร.มัธยมฯสิงคโปร์

“เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์งานสัมมนาเกี่ยวกับการเรียนต่อโรงเรียนมัธยมฯของสิงคโปร์ซึ่งมี 2 งานด้วยกัน

งานแรกเป็นของโรงเรียนมัธยมฯเอกชนอายุ 58 ปี ชื่อ ร.ร.เซนต์ฟรานซิสฯ เมโธดิสต์ ในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2561

อีกงานเป็นของ ร.ร.ฮวาชอง (แผนก ร.ร.นานาชาติ) ซึ่งเป็นกลุ่ม ร.ร.มัธยมฯรัฐบาลชั้นแนวหน้าของสิงคโปร์ จัดในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2561

ทั้งสองงานจัดที่กรุงเทพฯ หากนักเรียนและผู้ปกครองท่านใดสนใจเข้าฟังงานสัมมนาดังกล่าว ติดต่อจองที่นั่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 085 932 9081 หรือ Add Line ID : riansingapore

 

มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ คว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของภูมิภาคเอเชีย
วันที่ 12/02/2018  14:02:09 PM ,ผู้เข้าชม : 4395

 

มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ คว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของภูมิภาคเอเชียประจำปี 2018 นับเป็นการครองแชมป์ 3 ปีติดต่อกัน

 
Photo Credit: stratstimes.com
 

มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) หรือ NUS ได้อันดับ 1 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียประจำปี 2018 ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสารไทม์ส ไฮเออร์ เอ็ดดูเคชั่น จากประเทศอังกฤษ นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ NUS ได้อันดับ 1 ในการจัดอันดับดังกล่าว ส่วนมหาวิทยาลัยของไทยที่ได้อันดับดีที่สุดในการจัดอันดับครั้งนี้ คือมหาวิทยาลัยมหิดล ได้อันดับที่ 97 

 

วางแผนเรียนต่อ ป.ตรี ที่ NUS สิงคโปร์

 

จากการประกาศดังกล่าว เชื่อแน่ว่า ผู้ปกครองและนักเรียนไทยหลายคนอาจเกิดคำถามในใจว่า หากจะเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ NUS สิงคโปร์ ควรจะวางแผนอย่างไร ซึ่ง "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ จะขอแชร์ความเห็นดังนี้

 
 
NUS ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทุกๆคน
 

NUS เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ายากมากและมีการแข่งขันแย่งที่นั่งเรียนกันสูง จึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับนักเรียนทุกๆคน ดังนั้นนักเรียนไทยที่วางแผนจะเข้า NUS ควรเป็นนักเรียนที่มีประวัติการเรียนดีเยี่ยมและมีความสามารถการใช้ภาษาในการใช้ภาษาอังกฤษในการฟัง พูด อ่าน เขียน ในระดับดี - ดีมาก เป็นพื้นฐานเลย เพราะด้วยคุณสมบัติดังกล่าว นักเรียนจึงจะมีโอกาสเบียดที่นั่งเรียนใน NUS ได้ 

 

เรียนต่อระดับ Pre University ที่สิงคโปร์

 

นอกจากจะมีประวัติการเรียนดีเยี่ยมและมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดี-ดีมากแล้ว นักเรียนกลุ่มนี้ควรจะวางแผนไปเรียนต่อที่สิงคโปร์แต่เนิ่นๆ เช่น การไปเรียนต่อระดับ Pre University หรือระดับเตรียมอุดมศึกษาของสิงคโปร์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากการเรียนในระดับนี้ที่สิงคโปร์จะมีมาตรฐานสูงมากซึ่งจะทำให้วิชาการและภาษาอังกฤษของนักเรียนก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

 
 
Pre University ที่สิงคโปร์คืออะไร
 

ระดับ Pre University ในระบบการศึกษาสิงคโปร์เป็นการเรียนระดับเตรียมอุดมศึกษา โดยจะเรียน 2 ปีก่อนเข้ามหาวิทยาลัย คล้ายๆกับการเรียน ม.5 - ม.6 ของระบบไทย และเกรด 11-12 ของระบบโรงเรียนนานาชาติ จึงอาจกล่าวได้ว่า ระดับ Pre University ของสิงคโปร์ ก็คือการเรียนในระดับมัธยมฯปลายระบบของสิงคโปร์นั่นเอง ดังนั้นนักเรียนสิงคโปร์เมื่อเรียนจบ ม.4 แล้ว หากต้องการเรียนสายสามัญเพื่อวางแผนไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็จะเลือกเรียนต่อระดับ Pre University 

 

เรียน Pre University ที่สิงคโปร์ที่ไหนได้บ้าง

 การเรียนต่อระดับ Pre University ในสิงคโปร์ จะมีโรงเรียน 3 กลุ่มที่เปิดสอนคือ 
 

+ จูเนียร์ คอลเลจ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐบาล มีประมาณ 14-15 แห่งทั่วประเทศ

+ โรงเรียนเอกชนในสิงคโปร์
+ โรงเรียนนานาชาติในสิงคโปร์
 
 

หลักสูตรการเรียนในระดับ Pre University 

 

โรงเรียนแต่ละกลุ่มดังกล่าว ก็จะเปิดสอนหลักสูตรระดับ Pre University แตกต่างกัน เช่น ในกลุ่มจูเนียร์ คอลเลจ กับโรงเรียนเอกชนในสิงคโปร์ ก็จะนิยมใช้หลักสูตร A Level  ส่วนโรงเรียนนานาชาติก็มักจะใช้หลักสูตร IB Diploma เป็นหลัก 

 

แต่ไม่ว่านักเรียนเลือกเรียนแบบไหน เมื่อเรียนจบครบ 2 ปีแล้ว นักเรียนจะต้องเข้าสอบส่วนกลางซึ่งจัดสอบโดยคณะกรรมการสอบส่วนกลางของแต่ละหลักสูตร หลังจากสอบเสร็จนักเรียนจะได้ผลสอบส่วนกลางและประกาศนียบัตรซึ่งจะนำไปใช้ยื่นสมัครเรียนต่อปริญญาตรีที่ NUS ต่อไป

 
 

ยื่นคะแนนเข้า NUS

 

เนื่องจาก NUS เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคนอยากเข้าไปเรียนมาก จึงมีการแข่งขันในการแย่งที่นั่งเรียนสูง ดังนั้นคะแนนสอบส่วนกลางที่นักเรียนยื่นเข้าไปให้ NUS พิจารณาไม่ว่าจะเป็น A Level หรือ IB จึงต้องมีคะแนนสูงตามไปด้วย ยิ่งคะแนนสูงมากเท่าไร โอกาสที่จะได้ที่นั่งเรียนก็มีมากเท่านั้น

 
ติดต่อสอบถาม
 

สำหรับนักเรียนไทยที่สนใจไปเรียนต่อระดับ Pre University ที่สิงคโปร์ เพื่อวางแผนเรียนต่อปริญญาตรีที่ NUS ควรเป็นนักเรียนไทยที่จบ ม.3 - ม.4 มีประวัติการเรียนดีเยี่ยม และมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการฟัง พูด อ่าน เขียน ในระดับดี - ดีมาก 

 

หากนักเรียนไทยคนใดมีคุณสมบัติดังกล่าว และต้องการเรียนต่อระดับ Pre University เพื่อเป็นช่องทางสู่การเรียนที่ NUS ที่สิงคโปร์ สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ โดยคลิกช่อง "สอบถามโปรโมชั่น" ทางมุมล่างขวามือของท่าน

 
 

 

หน้า 1/3
1 2 3  [ถัดไป]
[Go to top]