dot
dot


Singapore National Day 2017 วันชาติสิงคโปร์
วันที่ 09/08/2017  15:47:34 PM ,ผู้เข้าชม : 140

 

Singapore National Day 2017 วันชาติสิงคโปร์

 

PHOTO CREDIT: https://rafflespress.com/2014/08/08/whats-in-a-nation/

 

สิงคโปร์ ฉลองวันชาติครบรอบ 52 ปี รัฐบาลประกาศ upgrade การศึกษาระดับอนุบาลของประเทศ เพราะเห็นว่า เป็นจุดเริ่มสำคัญในเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกอนาคต

 

วันที่ 9 สิงหาคม 2017 เป็นวันชาติของประเทศสิงคโปร์ซึ่งปีนี้ สิงคโปร์ มีอายุครบ 52 ปี นับจากวันที่ก่อตั้งประเทศ

 

ในโอกาสนี้ นายลี เซียง ลุง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ส่งผ่านข้อความผ่านช่องทางต่างๆไปยังชาวสิงคโปร์ถึงเรื่อง "การเตรียมความพร้อมสู่อนาคต" โดยเน้นย้ำนโยบายระยะยาวที่จะทำมี 3 ประเด็นด้วยกันซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่อง "การศึกษาระดับอนุบาล" 

 

นายลี เซียง ลุง ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "พวกเราต้องเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนสิงคโปร์เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกใหม่ พวกเราต้องการให้เด็กทุกๆคนมีจุดเริ่มต้นที่ดีในชีวิต และอนาคตที่สดใส ดังนั้นตอนนี้รัฐบาลกำลังลงทุนกับการศึกษาในระดับอนุบาล เพราะมองว่าการศึกษาระดับนี้ จะสร้างความแตกต่างครั้งใหญ่ให้กับเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชีวิต (life) ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำคือ การสร้างโรงเรียนอนุบาลให้มีมากขึ้น รวมถึงการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการเรียนการสอน และครู ให้สูงขึ้นไปอีก"

 

สำหรับนโยบายระยะยาว 3 อย่างที่รัฐบาลสิงคโปร์จะทำซึ่งประกาศในวันชาติสิงคโปร์ปีนี้คือ 1. ยกระดับการศึกษาระดับอนุบาลเพื่อให้ประชากรมีจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง (start right) 2. ต่อสู้กับโรคเบาหวานเพื่อให้ประชากรมีสุขภาพที่ดี (stay healthy) 3. เตรียมประเทศสู่การเป็น Smart Nation เพื่อให้ประชากรทำงานฉลาดขึ้น (work smart)

 

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อยสำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 2)
วันที่ 03/07/2017  16:20:31 PM ,ผู้เข้าชม : 144

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 2)

 
 

นักเรียนไทยในสิงคโปร์ ไม่จำเป็นต้องทำอาหารเองเพื่อประหยัดค่าอาหารเหมือนนักเรียนไทยในประเทศอื่นที่มีค่าครองชีพสูง ทั้งนี้เพราะในสิงคโปร์มีศูนย์อาหารไม่ติดแอร์ หรือที่เรียกว่า Hawker Centre (ฮอว์เกอร์ เซนเตอร์) ซึ่งเป็นแหล่งขายอาหารจานเดียว มีอยู่ทั่วประเทศ อาหารอร่อย และที่สำคัญ ราคาค่าอาหารไม่แพงมากนัก  

 ราคาค่าอาหารอยู่ระหว่าง 2.50-5.00 เหรียญสิงคโปร์ต่อจาน (ประมาณ 60-125 บาทต่อจาน) หากทาน 3 มื้อต่อวัน ค่าอาหารต่อวัน = 7.5-15 เหรียญสิงคโปร์ต่อวัน (ประมาณ 180-375 บาทต่อวัน) แม้ว่าราคาค่าอาหารจานเดียว จะสูงกว่าของไทย แต่ราคาก็ไม่สูงมากจนเกินเอื้อมหรือกระทบต่อเงินในกระเป๋าตังค์ของนักเรียนมากนัก นักเรียนยังสามารถซื้ออาหารจานเดียวทานได้ทุกมื้อ

 สำหรับ Hawker Centres 5 แห่งชื่อดังของสิงคโปร์ที่แนะนำให้นักเรียนไทยลองไปชิมอาหารจานเดียวท้องถิ่น มีดังนี้

 
 
 1. China Town Complex Food Centre : เป็นหนึ่ง ใน Hawker Centre ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ มีร้านอาหารกว่า 260 ร้าน อยู่บนถนน Smith Street ย่านไชน่าทาวน์
 

2. Old Airport Road Food Centre : เป็น Hawker Centre ที่เก่าแก่ของสิงคโปร์ แน่นอนว่าการมาทานอาหารที่นี่ ย่อมคาดหวังว่า จะได้ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจากร้านเก่าแก่ที่ขายกันมาหลายสิบปี ตั้งอยู่บนถนน Old Airport Road ใกล้สถานีรถไฟ MRT Dagota 

 

3. Maxwell Road Hawker Centre : หากกล่าวถึง Hawker Centre นี้แล้ว ก็จะนึกถึงร้านข้าวมันไก่ชื่อดังของสิงคโปร์ Tian Tian Hainanese Chicken Rice และอีกหลายร้านที่อาหารอร่อย เช่น โจ๊ก ร้าน Zhen Zhen Porridge เป็นต้น พิกัดอยู่ด้านหลังวัดพระเขี้ยวแก้ว ย่านไชน่าทาวน์

 

4. Tiong Bahru Market Hawker Centre : เป็น Hawker Centre ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จนกลายเป็น Hawker Centre ที่มีสภาพคล้ายศูนย์อาหารติดแอร์หรือ Food Court ในศูนย์การค้าเลยทีเดียว แต่ยังคงจุดเด่นของ Hawker Centre ไว้เหมือนเดิมคือ ราคาไม่แพง ตั้งอยู่ในย่าน Tiong Bahru ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นย่านฮิปแห่งหนึ่งของสิงคโปร์

 

5. Chomp Chomp Food Centre : เป็น Hawker Centre ที่แตกต่างจากที่อื่น เพราะในขณะทีอื่นเปิดขายตั้งแต่เช้าถึงเย็น แต่ Hawker Centreแห่งนี้ เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึงดึก เป็นที่ฝากท้องสำหรับคนทำงานเลิกเย็นมากหรือนักเรียนที่อ่านหนังสือจนดึกแล้วอยากหาอะไรมาทานแก้หิว ตั้งอยู่บนถนน Kensington Park Road ย่าน Serangoon

 
 
 
 
 
 

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 1)
วันที่ 01/07/2017  12:47:30 PM ,ผู้เข้าชม : 218

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 1)

 

"เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" จะพาไปทำความรู้จักแหล่งอาหารราคาถูกและอร่อยสำหรับนักเรียนในสิงคโปร์ นั่นก็คือ "Hawker Centre" (ฮอว์เกอร์ เซนเตอร์)

 

Hawker Centre มีจุดกำเนิดคือ ครั้งหนึ่งที่สิงคโปร์ ก็เคยมีคนขายอาหารตามข้างถนนหรือ Street Food เหมือนในไทย แต่ต่อมารัฐบาลสิงคโปร์ในขณะนั้นเห็นว่า การขายอาหารในลักษณะนี้ไม่สะอาด ไม่ถูกหลักอนามัย รวมถึงกีดขวางทางเท้าด้วย จึงได้มีแนวคิดในการจัดระเบียบใหม่คือ สร้างศูนย์อาหารแบบไม่มีแอร์ขึ้น แล้วสร้างร้านค้าย่อยหลายๆร้านภายในศูนย์ แล้วดึงผู้ค้าอาหารตามทางเท้าทั้งหมดมาขายอาหารในศูนย์นี้พร้อมเก็บค่าเช่าในราคาถูก

 

 ปัจจุบัน Hawker Centres มีหลายร้อยแห่งกระจายในทั่วทุกจุดของสิงคโปร์ มักอยู่ใกล้ตลาดสดและย่านชุมชน มีอาหารท้องถิ่นหลายแห่ง หลายร้านเป็นร้านเก่าแก่ อาหารอร่อย ที่สำคัญราคาถูก เริ่มต้น 2.50-5.00 เหรียญสิงคโปร์ต่อจาน (ประมาณ 60-125 บาทต่อจาน) ทานจานเดียวอิ่ม ไม่ต้องเบิ้ล เหมาะกับนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง

 

 
 
 

 

เรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ เหมาะกับใคร ?
วันที่ 27/04/2017  14:02:06 PM ,ผู้เข้าชม : 86

 

เรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ เหมาะกับใคร ?

 
 

1. เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการก้าวหน้าเร็วในการพัฒนาภาษาอังกฤษของตนเอง ทั้งนี้เพราะ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ทำให้นักเรียนที่มาเรียนที่นี่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารบ่อยซึ่งส่งผลให้ทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนก้าวหน้าขึ้นในทางอ้อม 

นอกจากนี้โรงเรียนภาษาหลายแห่งในสิงคโปร์ เปิดสอนหลักสูตรภาษาเต็มวัน เรียนวันละ 5-6 ชั่วโมงซึ่งแนะนำนักเรียนไทยลงเรียน หากต้องการเรียนอย่างเข้มข้น เพราะหลักสูตรเรียนเต็มวันแบบนี้ จะทำให้ยิ่งบีบให้นักเรียนต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ก้าวหน้าเร็ว 

 
 

2 การเลือกเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เป็นทางเลือกที่ดีที่จะทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตนเองได้อย่างรวดเร็วซึ่งเป็นปัจจัยการเลือกที่สำคัญมาก แต่อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ประเทศที่เลือกต้องมีความปลอดภัยสูงต่อชีวิตและทรัพย์สินด้วย ซึ่งหากนักเรียนคนใด ให้น้ำหนักและความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย "สิงคโปร์" จะเป็นตัวเลือกต้นๆเลยทีเดียว เพราะ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคดีอาชญากรรมต่ำมาก ไม่มีภัยธรรมชาติร้ายแรง และมีปัญหาสังคมน้อย เช่น ปัญหายาเสพติด ทำให้ประเทศนี้ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักและมีความปลอดภัยสูงด้วย  

 
 

3. นักเรียนหลายคน อยากไปเรียนภาษาในต่างประเทศ แต่ก็อดคิดถึงคุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ หรือกลับกับ คุณพ่อและคุณแม่ อยากส่งนักเรียนไปเรียนภาษาในต่างประเทศ แต่ก็กลัวคิดถึงลูก หากต่างฝ่ายกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ การเลือกเรียนภาษาที่สิงคโปร์ อาจเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะทั้งสองฝ่ายสามารถไปเยี่ยมเยียนและไปมาหาสู่กันได้ง่าย เนื่องจากสิงคโปร์อยู่ห่างจากไทย 2 ชั่วโมงโดยการนั่งเครื่องบิน และเวลาผู้ปกครองไปเยี่ยมนักเรียนที่สิงคโปร์ ก็ไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยากและเสียเวลา เพราะคนไทยสามารถเข้าสิงคโปร์โดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าเมือง และสามารถอยู่ในสิงคโปร์ได้สูงสุด 30 วัน 

 
 
 

นักเรียนและผู้ปกครองท่านใดต้องการขอคำปรึกษาการเรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ สามารถติดต่อได้ที่ เรียนสิงคโปร์ดอทคอม 085 932 9081 

หรือ อีเมล์ course@riansingapore.com

 

January Wrap-Up
วันที่ 31/01/2017  12:48:17 PM ,ผู้เข้าชม : 97

 

JANUARY WRAP-UP 

 

เดือนมกราคมถือว่าเป็นเดือนที่เริ่มต้นปีการศึกษาของโรงเรียนมัธยมที่สิงคโปร์ หลายๆโรงเรียนได้มีกิจกรรมต่างๆให้กับนักเรียน มาดูกันว่าในเดือนที่ผ่านมามีกิจกรรมที่น่าสนใจอะไรกันบ้าง

เริ่มต้นที่โรงเรียน St. Francis Methodist ซึ่งเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม ได้จัดกิจกรรมปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ มีกิจกรรมสนุกๆต้อนรับนักเรียนใหม่
 
 

ในช่วงเดือนมกราคมเช่นเดียวกันนี้ ก็มีหลายโรงเรียนทีมีการจัดงาน Open House เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ปกครองได้เข้าเยี่ยมชมสถาบันและพูดคุยสอบถามรายละเอียดต่างๆกับนักเรียนปัจจุบันและเจ้าหน้าที่ของสถาบัน

NAFA สิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถาบันสอนศิลปะที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ ได้จัดงาน Open House ไปเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 
 

เช่นเดียวกับที่ Kaplan สิงคโปร์ ก็เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและนักเรียนเข้าร่วมงาน Open House 

 
 

สำหรับที่ James Cook University Singapore เปิดรับปีใหม่ด้วยกิจกรรม Konichiwa Japan เมื่อวันที่ 26 และ 27 มกราคม ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่น มีการแสดงดนตรีและอาหารญี่ปุ่นในงาน งานนี้จัดโดยนักศึกษา JCU Singapore

 
 

PSB Academy เป็นเจ้าบ้านต้อนรับนักศึกษามหาวิทยาลัยจากประเทศเกาหลี ที่มาเข้าร่วมโครงการ Cultural Exchange Program ที่ PSB Academy ประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 2 อาทิตย์

 
 

และปิดท้ายที่ SIM (Singapore Institute of Management) ที่จัดกิจกรรมดีๆให้กับนักศึกษา นอกเหนือจากการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว SIM ยังมีการจัดกิจกรรม Workshop สำหรับนักศึกษาที่สนใจ ในหัวข้อ 5 Indicators of Personal Success  บรรยายโดย ดร. Llona Boniwell

 
 
 

JCU Alumni Night 2016 Bangkok
วันที่ 16/01/2017  14:28:20 PM ,ผู้เข้าชม : 156

 

JCU Alumni Night 2016 | Bangkok

 
 
 

เมื่อช่วงก่อนคริสมาสต์ที่ผ่านมา James Cook University วิทยาเขตสิงคโปร์ ได้จัดงานเลี้ยงศิษย์เก่านักเรียนไทยที่เรียนจบจาก JCU Singapore มาร่วมงานฉลองวันคริสมาสต์ ที่โรงแรมเชอราตันแกรนด์สุขุมวิท

 

James Cook University Singapore เป็นมหาวิทยาลัยรัฐออสเตรเลีย ซึ่งมาตั้งวิทยาเขตที่สิงคโปร์ด้วย JCU Singapore เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับนักเรียนไทยที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีและโทที่สิงคโปร์

 

 
 
 
 
 
 
 
 

 

ทำไมสิงคโปร์จึงก้าวเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านการศึกษา
วันที่ 14/12/2016  11:32:06 AM ,ผู้เข้าชม : 2185

 

ทำไมสิงคโปร์จึงก้าวเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านการศึกษา

 

หลังจากผลคะแนน PISA ออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่) และปรากฎชื่อของสิงคโปร์ขึ้นอันดับ 1 ของโลกในทุกประเภทของการประเมิน ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน สื่อหลายๆแห่งและผู้เชียวชาญด้านการศึกษาได้ให้ความสนใจและออกมาวิเคราะห์กันว่าทำไมประเทศเล็กๆในอเซียนี้ ถึงมีระบบการศึกษาที่ล้ำหน้าขึ้นอันดับหนึ่งในการประเมินผลที่ถือว่าเป็น World Cup ในวงการศึกษาของโลก อะไรเป็นปัจจัยที่ระบบการศึกษาของประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชมาเมื่อปี 1965 ได้แซงหน้าหลายๆประเทศในโลก

 

จุดเริ่มต้นการพัฒนาการศึกษาของชาติ

สิงคโปร์มีระบบรากฐานการศึกษาที่ได้วางไว้จากอังกฤษเมื่อครั้งเป็นอาณานิคม ในช่วงที่ได้รับเอกราชนั้น ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ นายกรัฐมนตรี ลี กวน ยู ในสมัยนั้น เล็งเห็นว่าหากจะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า สิงคโปร์จะต้องให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาเป็นอย่างแรกเพื่อเตรียมคนให้พร้อมกับการพัฒนาประเทศ

 

ก้าวข้ามการศึกษาแบบท่องจำ

ในช่วงปี 1980 กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์เล็งเห็นว่า สิงคโปร์ควรจะพัฒนาตำราและการสอนสำหรับคนสิงคโปร์ โดยที่นักวิชาการด้านการศึกษาและนักวิจัยของสิงคโปร์ได้ไปศึกษาดูงานระบบการศึกษาจากประเทศชั้นนำต่างๆ ของโลกเช่น แคนาดา และ ญี่ปุ่น และนำมาพัฒนาเป็นของตนเอง โดยจุดประสงค์ของการพัฒนาการศึกษา คือ เพื่อให้การเรียนการสอนก้าวข้ามจากการเรียนการสอนที่เน้นท่องจำ (rote learning)แบบเดิมๆ

 

ขับเคลื่อนการศึกษาแบบ Problem-based learning

ดังนั้น การเรียนการสอนของสิงคโปร์ จะเน้นการนำไปใช้ในชิวิตจริง และ การแก้ไขปัญหา (Problem-based learning) ยกตัวอย่างเช่น ในการเรียนคณิตศาสตร์ ครูผู้สอนอาจจะพานักเรียนไปทัศนศึกษาที่สนามบินชางฮี และให้นักเรียนใช้เลขในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน และคำนวนจำนวนผู้โดยสารที่แท๊กซี่สามารถรองรับได้

และในการเรียนคณิตศาสตร์นั้น ครูจะให้ความสำคัญกับวิธีที่ได้มาซึ่งคำตอบ มากกว่าคำตอบที่ถูกต้องที่เฉลยจากคุณครู  ครูอาจจะให้นักเรียนแต่ละคนออกมาแสดงวิธีทำของโจทย์เลข เพราะคำตอบเดียวกันอาจจะมีที่มาจากหลายวิธีการได้

 

วางวิชาคณิตฯ กับ วิทย์ เป็นแกนหลักการศึกษา

นอกจากนั้น หลักสูตรของสิงคโปร์ ให้ความสำคัญกับวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก ทั้งสองวิชานี้คือวิชาหลักในทุกระดับชั้น แม้แต่นักเรียนในระดับมัธยมปลายที่เลือกเน้นเรียนสายมนุษยศาสตร์ก็จะต้องเลือกเรียนวิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในวิชาบังคับ

สิงคโปร์ให้ความสำคัญของการวางรากฐานของการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงประถมศึกษา เมื่อเทียบกับประเทศฝั่งตะวันตก หัวข้อการเรียนในแต่ละวิชาอาจจะไม่มากเท่า แต่สิงคโปร์เน้นความลึกของแต่ละวิชา กล่าวคือ หัวข้อในการเรียนน้อยกว่าแต่เรียนให้ลึกกว่า

 

 ครูที่มีคุณภาพ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นปัจจัยหลักของการประสบความสำเร็จ คือ ประเทศสิงคโปร์มีครูที่มีคุณภาพ ประเทศสิงคโปร์มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่อบรมครูโดยเฉพาะที่เรียกว่า National Institute of Education (NIE) ครูใหม่ทุกคนจะต้องผ่านการอบรมจากส่วนกลางที่สถาบันแห่งนี้ ซึ่งทำให้การสอนเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ตามที่ BBC ได้วิเคราะห์ไว้ว่า นี่คือข้อดีของการเป็นประเทศเล็กที่ทุกอย่างสามารถรวมศูนย์ในการบริหารจัดการและควบคุมมาตรฐานได้

สิงคโปร์ลงทุนกับครูค่อนข้างมาก จะเห็นได้ว่า การคัดเลือกบรรจุครูจะคัดสรรจากนักศึกษาที่ได้คะแนนในระดับต้นๆของชั้น และเพื่อดึงดูดคนที่มีเก่งมาเป็นครู การทำให้อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีโอกาสและความก้าวหน้าทางสายวิชาชีพ สามารถพัฒนาเป็นครูใหญ่ เป็นนักวิจัยทางการศึกษาได้

และการพัฒนาบุคลากรครูนั้นทำมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังที่ Prof Sing Kong Lee, vice-president of Nanyang Technological University กล่าวไว้ว่า “การศึกษาเปรียบเหมือนกับระบบนิเวศน์วิทยา ทุกอย่างต้องเกื้อหนุนกัน เราไม่สามารถพัฒนาระบบการศึกษาได้หากทำการเปลี่ยนแปลงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง”

และด้วยปัจจัยดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมสิงคโปร์จึงขึ้นอันดับหนึ่งในการประเมินผลมาตรฐานการศึกษาระดับโลก

 

Sources:
 
 
 
 

 

พาไปเที่ยวห้องสมุดสาธารณะที่สิงคโปร์
วันที่ 06/06/2013  14:40:53 PM ,ผู้เข้าชม : 3384

พาไปเที่ยวห้องสมุดสาธารณะที่สิงคโปร์

 

สิงคโปร์มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน

มีหอสมุดแห่งชาติ (National Library) ขนาดใหญ่อยู่ใจกลางเมือง 1 แห่ง

ห้องสมุด Regional libraries 3 แห่ง

และมีห้องสมุดสาธารณะ (Public Library) อีก 22 แห่งกระจายอยู่ทั่วเกาะ ตั้งอยู่ตามแหล่งชุมชมใหญ่ๆและตามห้างต่างๆ เพื่อให้ความสะดวกกับผู้ใช้มากที่สุด

สำหรับประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ การพัฒนาคนและการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างมาก

ภาพที่เด็กๆนั่งหรือนอนอ่านหนังสือกันเต็มห้องสมุดในช่วงเย็นๆหรือวันหยุดสุดสัปดาห์จึงเป็นภาพที่เห็นชินตาตามห้องสมุดสาธารณะทั่วไป

การส่งเสริมการอ่านเป็นส่วนหนึ่งในการมุ่งไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) ของประชากรในประเทศ

เนื่องจากสิงคโปร์มีอัตราการรู้หนังสือถึงเกือบ 100 เปอร์เซนต์ งานหนักของรัฐบาลจึงไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมการอ่านเพื่อขจัดการไม่รู้ หนังสือเหมือนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย แต่อยู่ที่การตอบสนองความต้องการในการอ่านหนังสือของประชาชนซึ่งใช้บริการห้องสมุดกว่า 30 ล้านครั้งต่อปี

อ่านเพิ่มเติม L 2010 ห้องสมุดรุ่นใหม่ของชาวสิงคโปร์

 

 

วันนี้เราจะไปเยี่ยมชมห้องสมุด Serangoon Public Library ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ห้าง Nex ที่สถานีรถไฟฟ้า Serangoon ห้องสมุดตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกกับผู้คนมากๆ  คนที่มาเดินเทียวเล่นที่ห้างในวันเสาร์อาทิตย์ หรือ คนที่ลงรถไฟฟ้าที่สถานีแห่งนี้ สามารถเข้ามาใช้บริการห้องสมุดได้อย่างง่ายดาย

ห้องสมุดตกแต่งบรรยากาศชวนให้อ่านหนังสือ

จะเห็นว่าบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายก็แวะมาอ่านหนังสือกันจำนวนมากอยู่

 

มีหนังสือจำนวนมากและใหม่ให้บริการ มีทั้งหนังสือภาษาอังกฤษและภาษาจีน

 

มุมอ่านหนังสือของเด็กๆ

 

 

Serangoon Public Library

Address:                       3 Serangoon Central, #04-82/83, nex, Singapore 556083

Tel:                              +65 6332 3255

Opening Hours:              Mon - Sun : 11.00am - 9.00pm

How to get there:           Serangoon MRT station

 

ชีวิตที่ขาดการอ่านคือชีวิตที่......
วันที่ 02/06/2013  00:50:38 AM ,ผู้เข้าชม : 979

“ชีวิตที่ขาดการอ่านคือชีวิตที่.............”

 

 

สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการอ่านของเด็กๆอย่างมาก ในงาน Asian Festival of Children's Content (AFCC)  ที่จัดขึ้นที่หอสมุดแห่งชาติประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 25-30 พฤษภาคมที่ผ่านมา  ในงานนี้ ได้เปิดโอกาสให้เด็กที่รักการอ่านมาแสดงความเห็นในช่วง Speak Up! ลองมาฟังบทสัมภาษณ์ของเด็กสิงคโปร์สองคนนี้ดูเกี่ยวกับการอ่าน

Celeb Loh นักเรียนชั้น ป.4 จากโรงเรียน Catholic High School และ Oscar Kho Chen Kai นักเรียนชั้นป.6จาก Kranji Primary School

 

 

ทำไมถึงชอบการอ่าน

 

Caleb: ผมชอบอ่านหนังสือเพราะว่ามันช่วยเสริมสร้างจินตนาการครับ พ่อแม่ของผมพาไปห้องสมุดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง และทุกๆครั้งที่ไปผมรู้สึกว่าเป็นการไปเทียวครับ รู้สึกว่าเป็นเรื่องพิเศษมากที่ได้ไปห้องสมุดกับครอบครัวและได้เลือกหนังสือประเภทต่างๆ

Oscar: ผมชอบอ่านหนังสือเพราะว่ามันทำให้ผมเข้าใจเรื่องต่างๆในโลกนี้ครับ และหนังสือบางเล่มก็มีเนื้อหาที่ชวนติดตามจนทำให้วางไม่ลงเลยครับ

 

'Oscar และ Celeb'

 

อ่านหนังสือบ่อยแค่ไหน?

Oscar: ผมอ่านหนังสือประมาณ 7-10 เล่มต่อสัปดาห์ครับ ถึงแม้ว่าปีนี้ผมต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ PSLE แต่ก็ยังเจียดเวลามาอ่านหนังสือที่ชอบได้ครับ

Caleb: เหมือนกันเลยครับ ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงที่ผมอ่านหนังสือมากขึ้น บางครั้งอ่านถึงสองเล่มต่อวัน เคยครั้งหนึ่งอ่าน Storybook จำนวน 199 หน้าจบภายในชั่วโมงหนึ่ง

 

'บรรยากาศภายในงานที่ให้เด็กๆที่เป็นนักอ่านตัวยงที่มีอายุระหว่าง 8-12 ปีมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความชื่นชอบในการอ่าน'

 

หนังสือเล่มโปรดและทำไมถึงชอบ

Caleb: ผมชอบหนังสือสืบสวนสอบสวนมากๆครับเช่นเรื่องสั้นในชุด Sherlock Holmes นอกจากนั้นผมก็ชอบอ่านพวกเรื่องสั้นผจญภัย พ่อกับแม่ก็สนับสนุนให้ผมอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทุกๆวันด้วย จะได้รู้เรื่องราวข่าวสารต่างๆ

Oscar: Hobbit! เลยครับ ผมชอบเรื่องที่เกี่ยวกับพวกแฟนตาซีและเวทมนต์ แต่ผมก็ชอบอ่านพวก Reader’s Digest ด้วยครับ และก็อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาจีนทุกวันด้วย

 

เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ชอบเล่นคอมพิวเตอร์เกมส์มากกว่าอ่านหนังสือ รู้สึกไหมว่าตัวเองมีอะไรไม่เหมือนเพื่อนๆ

Caleb: ก็บางครั้งครับ ที่รู้สึกว่าแตกต่างจากคนอื่นๆเพราะว่าผมไม่ชอบดูทีวีหรือเล่มเกมส์ พวกเพื่อนๆที่โรงเรียนก็ชอบเล่นเกมส์ Minecraft กัน แต่ก็อ่านหนังสือเยอะเหมือนกันครับ

Oscar: ก็ไม่เชิงครับเพราะว่าเพื่อนที่โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันครับ

 

ช่วยเติมประโยคนี้หน่อย “ชีวิตที่ขาดการอ่านคือชีวิตที่......”

Both:   น่าเบื่อและแสนเศร้าครับ”

 

ที่มา http://www.schoolbag.sg/archives/2013/05/the_love_of_reading.php

 

พูดภาษาอังกฤษสำเนียงไหนดี
วันที่ 06/05/2013  13:46:48 PM ,ผู้เข้าชม : 4088

พูดภาษาอังกฤษสำเนียงไหนดี?

via

“ภาษาอังกฤษ สำเนียงอเมริกัน กับสำเนียงbritish คุณชอบอันไหนมากกว่า?

 

คุณชอบสำเนียงไหนมากกว่ากันคะ ?? ^^………………

// แล้วถามหน่อย มีใครพอรู้บ้างว่า สำเนียง austrarian กับ british นี่เหมือนกันป่าว?? (หรือต่างกัน ><) “

http://topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2012/08/H12505765/H12505765.html

อยากพูดภาษาอังกฤษสำเนียงได้ทำไงดี

คือ เราอยากพูดภาษาอังกฤษให้เป็นสำเนียงอ้ะ เวลาอัดเสียงตัวเองพูดภาษาอังกฤษแล้วคิดในใจ สำเนียงเรามันไม่ได้เรื่อง ห่วยแตกแท้ๆ มันทำให้เราท้อใจนิดๆ นะ.......คือหลายๆคนที่พูดภาษาอังกฤษเป็นสำเนียงได้ เขาพูดกันยังไง? (เราเคยไปฝึกภาษานะ แต่กลับมา ก็งูๆปลาๆ อยู่ดี) เราก็ชอบดูหนังฝรั่งแบบฟังโดยแบบเสียงในฟิล์มเลย แล้วเราก็จำสำเนียงเขามาแต่มันก็ห่วยเหมือนเดิม T T 

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2727128

 

ข้างต้นนี้เป็นหัวข้อกระทู้จากในหลายๆฟอรั่มที่ขอยกเป็นตัวอย่างให้เห็นว่านักเรียนไทยในบ้านเรานั้นนอกจากต้องการที่จะพูดภาษาอังกฤษให้ได้แล้วยังมีความกังวลเรื่อง “สำเนียง” ว่าต้องพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไหนดี

เท่าที่เราคุ้นชินกันมาตั้งแต่เด็กๆ นักเรียนควรพูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามแบบ American Accent หรือ British Accent แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ นักภาษาศาสตร์และบรรดาครูสอนภาษาอังกฤษทั้งหลายได้หันมาตั้งคำถามแล้วว่าการใช้ต้นแบบการออกเสียงของเจ้าของภาษา (Native Speakers) เช่น American English หรือ British English เป็นหลักในการสอนการออกเสียงนั้นยังคงใช้ได้ในยุคปัจจุบันนี้หรือไม่

ดร. Jennifer Jenkins อาจารย์ด้านภาษาศาสตร์เชิงสังคม (Sociolinguistics)และสัทศาสตร์ (phonology) จากประเทศอังกฤษ ได้ทำการวิจัยและศึกษาเรื่องแนวทางการสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษในยุคที่ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาสากล (Global English)ให้คำตอบเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

 

ภาษาอังกฤษสากล (Global English) คืออะไร  

ดร. Jennifer ได้อธิบายไว้ว่า คำว่า Global English ปัจจุบันนี้ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย  คำว่า Global English หมายถึง ภาษาอังกฤษที่ได้ถูกใช้แพร่หลายไปทั่วทุกแห่งในโลกนี้ ทั้งในกลุ่มคนที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก เช่น ในอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น และในกลุ่มคนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกด้วย

ดังนั้น ปัจจุบันนี้ภาษาอังกฤษจึงไม่ได้มีไว้สำหรับใช้พูดเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของภาษา (Native Speakers) เท่านั้น แต่ยังใช้สื่อสารกันระหว่างกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา (Non-Native Speakers)ด้วย ซึ่งในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากในโลกยุคปัจจุบัน โดยจากทั่วโลกคิดเป็นจำนวนประชากรประมาณ 1.5 พันล้านคน และนี่คือที่มาของคำว่า Global English ซึ่งหมายถึง ภาษาอังกฤษที่มีฐานะเป็นภาษาสากลนั่นเอง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างสถานการณ์ตัวอย่างดังนี้ นักวิทยาศาสตร์ชาวฟินแลนด์เดินทางไปประชุมที่เวียนนา ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนไปเจรจากับลูกค้าที่สตอกโฮม นักธุรกิจเกาหลีติดต่อธุรกิจกับนักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวและแวะซื้อของในร้านขายของที่ระลึกที่เวียดนาม จะเห็นได้ว่า คนเหล่านี้ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก พวกเขาเหล่านี้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และสื่อสารกันอย่างเข้าใจ แต่แน่นอนว่าคงไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันหรือบริติช อิงลิช ที่เราเคยได้ยินหรือเห็นในภาพยนตร์หรือรายการข่าว แต่เป็นภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อการสื่อสารเป็นหลักหรือที่เรียกว่า Global English

แล้วเราควรเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างไร

ดร. Jennifer มีความสนใจในเรื่อง Global English จึงได้ทำการวิจัยโดยเก็บข้อมูลจากการสื่อสารระหว่างผู้พูดที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา (non-native speakers) เพื่อดูว่าลักษณะการออกเสียงใดบ้างที่สำคัญและไม่สำคัญในการสื่อสาร และจากงานวิจัยของ ดร. Jenifer ได้สรุปถึงแนวทางการเรียนการสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษไว้ดังนี้

[1]        ควรเน้นการสอนการออกเสียงที่มีเป้าหมายเพื่อการสื่อสารในบริบทที่มีความเป็นนานาชาติระหว่างผู้พุดที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา ที่ผ่านมา การสอนการออกเสียงเน้นไปที่ทำอย่างไรให้นักเรียนออกเสียงใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากที่สุด แต่ในยุดที่ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาสากล การสอนการออกเสียงที่เน้นการสื่อสารให้สัมฤทธิ์ผลมากที่สุดคือเป้าหมายที่แท้จริง

[2]        จากผลการวิจัยพบว่า ลักษณะบางอย่างในการออกเสียงไม่ได้มีผลต่อการสื่อความหมาย เช่น การออกเสียง ‘th’ ใน ‘three’ หรือ ‘this’ พบว่าหากผู้พูดไม่ได้พูดเหมือนกันเจ้าของภาษาก็ไม่ได้มีผลต่อความหมายในการสื่อสารแต่อย่างใด และอีกประการที่สำคัญ ในเมื่อเจ้าของภาษา (native speakers) ยังมีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ภูมิภาคที่เจ้าของภาษาอาศัยอยู่ เช่น ภาษาอังกฤษของคนอังกฤษ ภาษาอังกฤษของคนออสเตรเลีย ภาษาอังกฤษของคนอเมริกันก็ย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ผู้เรียนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษาจะมีสำเนียงที่หลากหลายบ้าง

[3]        นักเรียนควรมีโอกาสได้ฟังสำเนียงภาษาอังกฤษที่หลากหลายไม่ควรจำกัดเฉพาะสำเนียงของเจ้าของภาษาเท่านั้น เพราะในยุดที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล การได้คุ้นเคยกับสำเนียงที่แตกต่างย่อมทำให้ผู้เรียนมีทักษะฟังและเข้าใจสำเนียงที่หลากหลายได้ง่ายยิ่งขึ้น

บทส่งท้าย

ดร. Jennifer ได้กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันนี้ ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาสากล กลายเป็นภาษากลางของโลกใบนี้ และไม่ได้สงวนสิทธิ์ไว้สำหรับผู้พุดที่เป็นเจ้าของภาษา (native speakers) เท่านั้น การเรียนการออกเสียงคงไม่สามารถจำกัดไว้ว่าต้องเป็นแบบ American หรือ British Accent อีกต่อไป

 

เกี่ยวกับ Dr. Jennifer Jenkins

ดร. Jennifer Jenkins จบการศึกษาด้านปริญญาตรี โท และเอกทางด้าน English language and literature, Old Icelandic, and linguistics/applied linguistics จาก Universities of Leicester, Oxford, and London ตามลำดับ  

ดร. Jennifer ทำงานสอนและวิจัยที่หลักสูตรปริญญาโททางด้าน ELT และ Applied Linguistics ที่ King’s College, Londonตั้งแต่ปี 1992 ถึงปี 2002  และปัจจุบัน สอนอยู่ที่ Southampton University ประเทศอังกฤษ

หัวข้องานวิจัยที่สนใจคือ Global Englishes และภาษาอังกฤษในฐานะภาษากลาง

 

หน้า 1/2
1 2  [ถัดไป]
[Go to top]