เรียนต่อปริญญาตรี สาขาแพทยศาสตร์ ที่ประเทศสิงคโปร์ ถือว่าดีมากเพราะมาตรฐานและคุณภาพในสาขานี้ของประเทศสิงคโปร์ถือว่าอยู่ระดับโลก ลองพิจารณาจากการจัดอันดับมหาวิทยาโลกในกลุ่มสาขาแพทยศาสตร์ (Medicine) ที่จัดโดย QS World University Rankings ประจำปี 2025 พบว่า มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore หรือ NUS) ติดอันดับ 18 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University หรือ NTU) ติดอันดับ 84 ของโลก หากเปรียบเทียบกับของไทย มหาวิทยาลัยไทยที่อันดับดีที่สุดในสาขาแพทยศาสตร์คือมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่อันดับ 148 ของโลก
เรียนหมอที่สิงคโปร์เข้ายากไหม
การเข้าเรียนหมอที่ไทยที่ว่ายากแล้ว การเข้าหมอที่สิงคโปร์นับว่ายากกว่ามาก อาจจะยากเป็นอันดับต้นๆของโลกด้วยซ้ำ สาเหตุสำคัญเกิดจากมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์รับคนเข้าไปเรียนหมอในแต่ละปีได้จำนวนจำกัด อย่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) รับได้ 280 คนต่อปี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) รับได้ 190 คนต่อปี ในขณะที่จำนวนนักเรียนที่สมัครเรียนมีจำนวนมากกว่าที่รับได้ และนักเรียนที่สมัครล้วนเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิของสิงคโปร์ จึงทำให้การแข่งขันเพื่อได้ที่นั่งเรียนมีความเข้มข้นสูงมาก
มีมหาวิทยาลัยใดบ้างในสิงคโปร์ที่เปิดสอนแพทยศาสตร์
เปิดสอน 2 แห่งคือมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore หรือ NUS) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University หรือ NTU) ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเข้าไปเรียนหมอที่สิงคโปร์เข้ายาก เพราะทั้งประเทศเปิดสอนสาขานี้เพียง 2 มหาวิทยาลัยเท่านั้น ตัวเลือกจึงมีน้อย อีกทั้งแต่ละมหาวิทยาลัยยังรับนักเรียนได้จำนวนจำกัดอีก
เรียนหมอที่สิงคโปร์เรียนกี่ปี
หลักสูตร ป.ตรี สาขาแพทยศาสตร์ในสิงคโปร์ใช้เวลาเรียน 5 ปี
ค่าเรียนหมอจนจบ ป.ตรี ที่ NUS สิงคโปร์เท่าไร
ค่าเรียนตลอดหลักสูตร 5 ปีหรือจนจบปริญญาตรี อ้างอิงจากข้อมูลค่าเรียนปริญญาตรี สาขาแพทยศาสตร์ ประจำปี 2025-2026 ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore หรือ NUS) พบว่า อัตราค่าเรียนตลอดหลักสูตรมี 2 แบบสำหรับนักเรียนไทยคือ
แบบจ่ายเอง 100% : ค่าเรียนจนจบปริญญาตรี ประมาณ 23 ล้านบาท (คำนวณจาก 905,750 SGD X 25 บาท)
แบบ Tuition Grant : เป็นค่าเรียนที่กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์อุดหนุนค่าเรียนให้บางส่วน กรณีนี้ ค่าเรียนจนจบปริญญาตรี จะเหลือประมาณ 9.2 ล้านบาท (คำนวณจาก 367,750 SGD X 25 บาท)
ค่าเรียนหมอจนจบ ป.ตรี ที่ NTU สิงคโปร์เท่าไร
ค่าเรียนตลอดหลักสูตร 5 ปีหรือจนจบปริญญาตรี อ้างอิงจากข้อมูลค่าเรียนปริญญาตรี สาขาแพทยศาสตร์ ประจำปี 2025-2026 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University หรือ NTU) พบว่า อัตราค่าเรียนตลอดหลักสูตรมีแบบเดียวคือ
แบบ Tuition Grant : ซึ่งเป็นค่าเรียนที่กระทรวงศึกษาฯสิงคโปร์อุดหนุนค่าเรียนให้บางส่วน กรณีนี้ ค่าเรียนจนจบปริญญาตรี จะเหลือประมาณ 10 ล้านบาท (คำนวณจาก 404,250 SGD X 25 บาท)
ค่ากินอยู่ตลอด 5 ปีต้องเตรียมเท่าไร
นอกจากค่าเรียนแล้ว ยังต้องเตรียมค่ากินอยู่ระหว่างเรียน 5 ปี อีกประมาณ 3.5 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละ 7 แสนบาท)
การสมัครเรียนหมอที่สิงคโปร์ นร.ไทยต้องยื่นอะไรบ้าง
NUS: ยื่นวุฒิ ม.6 เกรดเฉลี่ยอย่างน้อย 3.00 + เรียนและสอบผ่านวิชาเคมีและชีววิทยา (หรือฟิสิกส์) + ผลสอบ SAT หมวด Reading & Writing อย่างน้อย 600 + ผลสอบ SAT หมวด Mathematics อย่างน้อย 650 + ผลสอบ AP Test อย่างน้อย 3 วิชา (1 ใน 3 วิชาต้องมี Calculus BC) ซึ่งคะแนนแต่ละวิชาต้องได้อย่างน้อย 3 + ผลสอบ UCAT + Portfolio
NTU: ยื่นวุฒิ ม.6 เกรดเฉลี่ยอย่างน้อย 3.00 + เรียนและสอบผ่านวิชาเคมีและชีววิทยา (หรือฟิสิกส์) + ผลสอบ IELTS อย่างน้อย 6.0 โดยคะแนน Writing & Speaking ต้องได้อย่างน้อย 6.0 + ผลสอบ AP Test อย่างน้อย 3 วิชา (1 ใน 3 วิชาต้องมี Calculus BC) คะแนนแต่ละวิชาไม่น้อยกว่า 4 + ผลสอบ UCAT + Personal Statement + 2 Referee Reports จดหมายรับรองจากอาจารย์ 2 คน
หมายเหตุ: นักเรียนที่ยื่นวุฒิอื่น เช่น A Level หรือ IB Diploma ก็จะมีเงื่อนไขการยื่นเอกสารต่างกันซึ่งนักเรียนสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหน้า admission ของเว็บไซด์ของมหาวิทยาลัย
ความเห็นเพิ่มเติมจาก เรียนสิงคโปร์ Rian Singapore ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์
แม้ว่าการเรียนต่อหมอระดับปริญญาตรีที่สิงคโปร์ จะเป็นแนวทางที่น่าสนใจ หากพิจารณาจากมาตรฐานการศึกษาของสิงคโปร์และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย
แต่ข้อจำกัดของแนวทางนี้คือ การถูกตอบรับเข้าเรียน มีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากการแข่งขันที่สูงมาก เพราะจำนวนมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนมีน้อย และจำนวนที่รับนักศึกษาได้ต่อปีก็น้อยเช่นกัน อีกทั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University หรือ NTU) ยังระบุไว้ชัดเจนในหน้า Admission ว่า จะพิจารณานักศึกษาสิงคโปร์เป็นอันดับแรก ทำให้โอกาสที่นักเรียนต่างชาติจะสอดแทรกเข้าไปเรียน ยากขึ้นไปอีก