dot
dot


ท่องจำกันมา ขาดความคิดสร้างสรรค์
วันที่ 01/03/2013  16:10:54 PM ,ผู้เข้าชม : 1229

ท่องจำตามๆกันมา เลยลดความคิดสร้างสรรค์

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556

สุจิตต์ วงษ์เทศ

          ดนตรีไทย ไม่มีโน้ต ต้องถ่ายทอดด้วยระบบความจำตัวต่อตัวระหว่างครูกับศิษย์

          ครูมีทำนองเพลงตามขนบอยู่ในความจำ (ซึ่งจำจากครูของครูมาก่อน) ถ่ายทอดโดยบอกทำนองให้ศิษย์รับไปทีละวรรค ทีละตอน ทีละท่อนเพลง จนกว่าจะจบแต่ละเพลง ซึ่งใช้เวลานานมากน้อยต่างกัน

          ต่อมาพยายามสร้างโน้ต โด เร มี เลียนแบบสากล แต่ไม่เขียนเป็นสัญลักษณ์ตัวเขบ็ตเหมือนฝรั่ง หากเป็นตัวอักษรย่อ เช่น ด ร ม หรือไม่ก็ตัวเลขที่สมมติแทนนิ้วมือกดทับสายเครื่องสายและอุดรูเครื่องเป่า

          ถึงอย่างนั้นก็เน้นความจำเป็นหลัก ต้องเล่นให้เหมือนครูผู้สอน ใครทำได้เหมือนครูที่สุด คนนั้นดีที่สุด ใครจำเพลงได้มากที่สุด คนนั้นเก่งที่สุด

          หากใครทำต่างจากนี้ จะถูกประณามหยามเหยียดว่าแหกคอก นอกครู หมายถึงเป็นผู้เนรคุณครู หรือศิษย์คิดล้างครู

          เลยส่งผลให้ไม่มีศิษย์กล้าคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพราะกลัวถูกประณาม จึงไม่มีทำนองใหม่ เพลงใหม่

          ดนตรีไทยเลยหาทางออกโดยแข่งกันเล่นเร็ว, แรง, โลดโผน ด้วยเทคนิคใหม่ แล้วยกย่องกันเองว่าทำสิ่งใหม่ สร้างสรรค์ใหม่ แต่เก่าทั้งนั้น ฝรั่งเรียก development in framework ไทยเรียกวนในอ่าง หรือ กร่างในกะลา

          การเรียนการสอนดนตรีไทย เป็นแบบจำลองการศึกษาไทยทั้งระบบ ที่ อ. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ (กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ 15 กุมภาพันธ์ 2556 หน้า 10) บอกว่า

          การศึกษา/การเรียนรู้ในสังคมไทยโดยเฉพาะในวงการศึกษาจะเป็นการศึกษา/และเรียนรู้ในลักษณะที่ทำตามๆกันมา แล้วยังอธิบายเพิ่มอีกว่า ระบบการศึกษาไทยตกอยู่ในกับดักของการถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มา

          และที่น่าตกใจ ก็คือ การยึดเอาเฉพาะที่ตนเองเรียนรู้มาเป็นสัจจะสูงสุดเท่านั้น

          การคิดและทำงานวิจัยของครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ภายในกรอบคิดนี้เป็นหลัก

          โดยที่ไม่สนใจในตัวคำถามว่าควรจะหาคำตอบใหม่หรือไม่

          สังคมไทยต้องเปลี่ยนการเรียนรู้แบบทำตามกันมา ให้ก้าวไปสู่การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์

          ครูบาอาจารย์ต้องใจกว้างกว่าเดิม ซึ่งทำได้ยากมาก แต่ก็ต้องพยายามฝึกฝนทำจงได้ มิฉะนั้นอนาคตของไทยตามไม่ทันเพื่อนบ้านอาเซียน (ยังไม่ต้องคิดตามทันยุโรป, อเมริกา, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน, ฯลฯ)

          ประเด็นนี้ อ. อรรถจักร์แนะนำไว้แล้ว จะขอคัดมาแบ่งปันเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไปอีก ดังนี้

          การสร้างความคิดสร้างสรรค์สัมพันธ์อยู่กับความเข้าใจในธรรมชาติของ ความรู้กันใหม่ เพราะหากเราคิดแบบเดิม ความรู้ก็คือสิ่งที่สั่งสอนกันมา แล้วเราก็ยึดให้มั่น และถ่ายทอดมันต่อไป ซึ่งก็เกือบไม่มีความหมายอะไรต่อสังคม

          ความรู้ไม่มีวันหยุดนิ่ง ทฤษฎีต่างๆที่เคยใช้ในวันนี้ย่อมไม่คงทนถาวรตลอดไป เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ทฤษฎีความรู้ต่างๆก็เปลี่ยนแปลงตามไปเสมอ

          การเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดการจัดสายสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆเพื่อทำให้เกิด ความหมายใหม่จำเป็นที่จะต้องมีฐานความรู้ที่กว้างขวาง ไม่จำกัดอยู่เฉพาะสาขาวิชาที่ร่ำเรียนมา และขณะเดียวกันกลับจะทำให้เข้าใจปัญหาต่างๆได้ชัดเจนขึ้น

          หากเกิดการเรียนรู้ที่กว้างขวางมากขึ้นเท่าไร ก็จะส่งผลทำให้เกิดความเข้าใจในประเด็นปัญหาเฉพาะของสายวิชาที่เคยเรียนมานั้นลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม

          ความเข้าใจภาษาศาสตร์เชิงสังคม ย่อมทำให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของภาษาได้ดีมากขึ้น เป็นต้น

          ประวัติศาสตร์โบราณคดีของไทยที่ท่องจำทฤษฎีเก่าตามๆกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว มีจำนวนไม่น้อยพ้นสมัย ซ้ำมิหนำยังกลายเป็นเครื่องมือบาดหมางสร้างบาดแผลกับเพื่อนบ้านโดยรอบ

          หากไม่ปรับเปลี่ยนให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ นับวันก็จะเป็นไปในทางเสื่อมเสีย

 

ที่มา      http://www.sujitwongthes.com/2013/02/siam27022556/

 
 

 

เทศกาลตรุษจีนที่สิงคโปร์
วันที่ 08/02/2013  11:40:02 AM ,ผู้เข้าชม : 6214

Happy Lunar Year

 

เทศกาลตรุษจีนในสิงคโปร์

เทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลหนึ่งที่สำคัญของคนสิงคโปร์ ด้วยประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีเชื้อสายจีน ถือว่าเป็นเทศกาลที่มีวันหยุดยาวเทศกาลหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ผู้คนจะหยุดงานกันเกือบหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งคล้ายคลึงกับบ้านเราที่มีวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ในช่วงเทศกาลตรุษจีน คนสิงคโปร์เชื้อสายจีนจะนิยมซื้อเสื้อผ้าใหม่ ตัดผมใหม่ ทำความสะอาดบ้านให้เอี่ยมอ่อง ด้วยความเชื่อที่ว่า จะขจัดสิ่งเลวร้ายออกไป และต้อนรับแต่สิ่งดีๆและโชดดี

และช่วงนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการกลับไปเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องและรับประทานอาหารร่วมกัน และสิ่งที่สำคัญที่เด็กๆชื่นชอบ คือ เด็กๆจะได้รับซองอั่งเปา

ในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองเช่นนี้ บนท้องถนนโดยเฉพาะย่าน China Town จะประดับประดาด้วยไฟอย่างสวยงาม

คำอวยพรที่นิยมกล่าวในช่วงวันตรุษจีน คือ Gong Xi Fa Cai หรือทีแปลว่า ขอให้ร่ำรวย

ห้างสรรพสินค้าต่างประดับประดาด้วยไฟตกแต่งเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนที่ผู้คนต่างพากันมาจับจ่าย
ของประดับบ้านในช่วงตรุษจีนนำมาวางขายตามร้านค้าต่างๆในย่าน China Town
ถนนในย่าน China Town ประดับประดาด้วยไฟสวยงาม นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป

 

ผลสอบ TMISS 2011
วันที่ 14/12/2012  13:37:31 PM ,ผู้เข้าชม : 2574

ผลสอบ TIMSS 2011

Photo Credit

 

กลายเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับของเช้าวันที่ 12 ธันวาคม 2555 เมื่อรองผู้อำนวยการ สสวท. เปิดเผยผลการวิจัย TIMSS ปี 2011 ซึ่งเป็นการประเมินผลวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ นักเรียน ป.4 และ ม.2 จากประเทศต่างๆทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงการ พบนักเรียนไทยทั้งระดับ ป.4 และ ม.2 ทำคะแนนทั้ง 2 วิชาได้ต่ำกว่าเกณฑ์ เตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างเร่งด่วน ขณะที่กลุ่มนักเรียนจากชาติเอเชียทำคะแนนติดอันดับ Top เหนือนักเรียนจากชาติตะวันตก 

สมาคมนานาชาติเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (The International Association for the Evaluation of Education Achievement) หรือเรียกสั้นๆว่า IEA จากสหรัฐอเมริกา ได้ริเริ่มโครงการวิจัย “การศึกษาแนวโน้มในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ” (Trends in International Mathematics and Science Study) หรือ TIMSS

งานวิจัยดังกล่าวจะทำการประเมินผลวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น ป.4 และ ม.2 ของนักเรียนจากประเทศต่างๆทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการนี้ได้เริ่มทำการวิจัยมาตั้งแต่ปี 1995 และได้ทำการวิจัยทุกๆ 4 ปี คือปี 1999 , 2003 และ 2007 ตามลำดับ

จนกระทั่งมาถึงการวิจัยปีล่าสุดคือปี 2011 ซึ่งครั้งนี้ มีนักเรียนชั้น ป.4 จาก 57 ประเทศ และนักเรียน ม.2 จาก 56 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วยเข้าร่วมโครงการ ผลการวิจัยปรากฏว่า

 

1)  นักเรียนชั้น ป.4 จากสิงคโปร์ ทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้สูงสุด โดยมีนักเรียนเกาหลีใต้ ตามมาเป็นอันดับ 2  นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักเรียนจาก 27 ประเทศ ทำคะแนนเฉลี่ยเกินค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน ส่วนอีก 30 ประเทศที่เหลือซึ่งรวมถึงนักเรียนไทยด้วย ทำคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน

คณิตศาสตร์

 

ประเทศ

 

คะแนนเฉลี่ย

(ค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน)

สิงคโปร์

606

เกาหลีใต้

605

ฮ่องกง

602

ไต้หวัน

591

ญี่ปุ่น

585

ไอร์แลนด์เหนือ

562

เบลเยี่ยม

549

ฟินแลนด์

545

อังกฤษ

542

รัสเซีย

542

สหรัฐอเมริกา

541

เนเธอร์แลนด์

540

เดนมาร์ค

537

ลิธัวเนีย

534

โปรตุเกส

532

เยอรมนี

528

ไอร์แลนด์

527

เซอร์เบีย

516

ออสเตรเลีย

516

ฮังการี

515

สโลวีเนีย

513

สาธารณรัฐเชค

511

ออสเตรีย

508

อิตาลี

508

สโลวัค

507

สวีเดน

504

คาซัคสถาน

501

ไทย

458

 

 

2)     นักเรียนชั้น ป.4 จากเกาหลีใต้ ทำคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ได้สูงสุด โดยมีนักเรียนสิงคโปร์ตามมาอันดับ 2  นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักเรียนจาก 29 ประเทศ ทำคะแนนเฉลี่ยเกินค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน ส่วนอีก28 ประเทศที่เหลือซึ่งรวมถึงนักเรียนไทยด้วย ทำคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน

วิทยาศาสตร์

 

ประเทศ

 

คะแนนเฉลี่ย

(ค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน)

เกาหลีใต้

587

สิงคโปร์

583

ฟินแลนด์

570

ญี่ปุ่น

559

รัสเซีย

552

ไต้หวัน

552

สหรัฐอเมริกา

544

สาธารณรัฐเชค

536

ฮ่องกง

535

ฮังการี

534

สวีเดน

533

สโลวัค

532

ออสเตรีย

532

เนเธอร์แลนด์

531

อังกฤษ

529

เดนมาร์ค

528

เยอรมนี

528

อิตาลี

524

โปรตุเกส

522

สโลวีเนีย

520

ไอร์แลนด์เหนือ

517

ไอร์แลนด์

516

โครเอเชีย

516

ออสเตรเลีย

516

เซอร์เบีย

516

ลิธัวเนีย

515

เบลเยียม

509

โรมาเนีย

505

สเปน

505

โปแลนด์

505

ไทย

472

 

 

3)  นักเรียนชั้น ม.2 จากเกาหลีใต้ ทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้สูงสุด โดยมีนักเรียนสิงคโปร์ ตามมาเป็นอันดับ 2  นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักเรียนจาก 14 ประเทศ ทำคะแนนเฉลี่ยเกินค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน ส่วนอีก 42 ประเทศที่เหลือซึ่งรวมถึงนักเรียนไทยด้วย ทำคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน

 

คณิตศาสตร์

ประเทศ

 

คะแนนเฉลี่ย

(ค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน)

เกาหลีใต้

613

สิงคโปร์

611

ไต้หวัน

609

ฮ่องกง

586

ญี่ปุ่น

570

รัสเซีย

539

อิสราเอล

516

ฟินแลนด์

514

สหรัฐอเมริกา

509

อังกฤษ

507

ฮังการี

505

ออสเตรเลีย

505

สโลวีเนีย

505

ลิธัวเนีย

502

ไทย

427

 

 

4)    นักเรียนชั้น ม.2 จากสิงคโปร์ ทำคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ได้สูงสุด โดยมีนักเรียนเกาหลีใต้ตามมาอันดับ 2  นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักเรียนจาก 18 ประเทศ ทำคะแนนเฉลี่ยเกินค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน ส่วนอีก 38 ประเทศที่เหลือซึ่งรวมถึงนักเรียนไทยด้วย ทำคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน

 

วิทยาศาสตร์

 

ประเทศ

 

คะแนนเฉลี่ย

(ค่าเฉลี่ยนานาชาติ 500 คะแนน)

สิงคโปร์

590

ไต้หวัน

564

เกาหลีใต้

560

ญี่ปุ่น

558

ฟินแลนด์

552

สโลวีเนีย

543

รัสเซีย

542

ฮ่องกง

535

อังกฤษ

533

สหรัฐอเมริกา

525

ฮังการี

522

ออสเตรเลีย

519

อิสราเอล

516

ลิธัวเนีย

514

นิวซีแลนด์

512

สวีเดน

509

อิตาลี

501

ยูเครน

501

ไทย

451

 

 

 

พูดภาษาอังกฤษให้ได้ใน 90 วัน
วันที่ 14/11/2012  11:48:05 AM ,ผู้เข้าชม : 14510

พูดภาษาอังกฤษให้ได้ภายใน 90 วัน

ฟังดูคล้ายโฆษณาของโรงเรียนสอนภาษาทั่วๆไป ที่บางครั้งแอบสงสัยว่าเป็นจริงได้หรือ แต่วันนี้เราจะมาแชร์วิธีที่นักเรียนภาษาคนหนึ่งได้เรียนภาษาใหม่สำเร็จได้ภายใน 90 วัน เขาได้อธิบายขั้นตอนการเรียนไว้อย่างละเอียดและมีหลักปฏิบัติที่น่านำมาใช้ได้จริง

Maneesh Sethi คือ blogger ชาวอเมริกันที่นิยมการเดินทางเที่ยวรอบโลก จึงได้มองเห็นความสำคัญในการเรียนภาษาที่สอง สามและสี่ พื้นฐานของเขาเรียนทางด้าน IT ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

คุณ Maneeshใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกและตั้งใจจะพูดภาษาอิตาเลียนให้จงได้ใน 90 วัน เขาได้สรุปวิธีการที่เขาเรียนภาษาอิตาเลียนจนพูดสือสารได้ใน 90 วัน  วิธีการเรียนของเขาน่าสนใจ นักเรียนไทยน่านำมาปรับใช้กับการเรียนภาษาอังกฤษกันบ้าง

เขาเล่าว่า เคยเรียนภาษาสเปนเป็นภาษาที่สองตอนเรียนมหาวิทยาลัย สอบได้คะแนนดีอยู่เสมอ ถ้าเทียบกับคะแนนที่เขาได้ น่าจะอยู่ในขั้น Expert แต่เมือเขาเดินทางไปเที่ยวที่สเปนและลองสั่งอาหารดู ปรากฏว่าทั้งคนขายและตัวเขาเองไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจกันได้ Manessh คิดว่าต้องเกิดอะไรผิดพลาดกับการเรียนภาษาสเปนของเขาอย่างแน่ เขาเป็นนักเรียนภาษาที่ได้คะแนนดีมากในชั้นเรียนแต่ทำไมแค่เรื่องง่ายๆ แค่การสั่งอาหาร เขากลับทำไม่ได้

Maneesh สรุปว่า ในชั้นเรียน สิ่งที่เขาเรียนเป็นเรื่องของหลักภาษาและการทำแบบฝึกหัด ดังนั้น เขาจึงเก่งในเรื่องการทำแบบฝึกหัดเท่านั้น แต่ทว่า สิ่งที่ขาดหายไปคือ การพูด หากเราต้องการที่จะพูดภาษาใหม่ให้ได้ เราจะต้องฝึกพูด

ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเรียนภาษาอิตาเลียนด้วยวิธีของเขาเองและนี่เป็นสิ่งที่เขาค้นพบและสรุปไว้ ซึ่งเราได้ประยุกต์ให้เป็นการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักเรียนไทยน่าจะลองไปฝึกกันดู

 

 

 

หลักการพื้นฐานในการเรียนภาษาให้ได้อย่างรวดเร็ว

[1]        ต้องมีคู่มือในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น หนังสือไวยากรณ์พื้นฐาน, memorization software และหนังและหนังสือต่างๆที่ผู้เรียนสนใจเป็นภาษาอังกฤษ

[2]        ต้องใช้ครูสอนตัวต่อตัว (one to one tutor) ซึ่งจะใช้เรียนในช่วงเดือนแรกโดยเรียนวันละ 4 ชั่วโมงต่อวัน

[3]        ต้องมีความพยายามที่จะพูดเป็นภาษาอังกฤษและคิดเป็นภาษาอังกฤษ

[4]        ต้องพยายามสร้างโอกาสในการพูดภาษาอังกฤษ หลังจากที่ได้ฝึกบทสนทนาพื้นฐานกับครูแล้ว ควรจะต้องหาเพื่อนที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ หากต้องการให้ได้ผลเร็ว อาจจะต้องย้ายไปเรียนระยะสั้นๆในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ หรือหากไม่สามารถทำได้ อาจจะต้องหาคอร์สเรียนเป็นกลุ่มที่เน้นการสนทนากับเพื่อนในชั้นเรียนด้วย

หลักการข้างต้น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเร่งรัด หากต้องการเรียนแบบไปเรื่อยๆ สามารถปรับวิธีการ เช่น อาจจะไม่ต้องย้ายไปอยู่ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ หรือ การเรียนเข้มข้น 4-8 ชั่วโมงก็อาจจะลดลงเหลือวันละ 1 ชั่วโมงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ควรจะฝึกฝนทุกวัน วันละ 20 นาทีทุกวันจะได้ผลดีกว่าสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง

 

แหล่งข้อมูลสำคัญในการเรียนภาษา

[1]        หนังสือไวยากรณ์ดีๆ

[2]        หนังสือที่รวบรวมวลีสำคัญๆที่ได้ใช้บ่อยๆ (Phrase Book) ควรฝึกท่องจำประโยคหรือวลีที่ใช้ในการ

สนทนาอยู่บ่อยๆ

[3]        ดิกชั่นนารี ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือเป็นเล่มใช้ได้ทั้งนั้น

[4]        Memorization App สำหรับเพิ่มคำศัพท์ใหม่ๆและไว้ท่องศัพท์ทุกๆคืน  

 

แผนการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลใน 90 วัน

การตั้งเป้าที่จะพูดภาษาใหม่ให้ได้ใน 90 วันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ต้องการการทุ่มเทและฝึกฝนค่อนข้างมาก หากไม่ต้องการเร่งรัดขนาดนั้น คุณ Maneesh แนะว่าอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 90 วัน แต่สิ่งที่เขาเน้นย้ำก็คือ ต้องฝึกทุกๆวัน

 

Days 1-30

 

เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในการเรียนภาษา ต้องตั้งใจให้สิ่งแวดล้อมต่างๆทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการให้ได้ผลดีที่สุด คือ ย้ายไปอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมเป็นภาษาอังกฤษ

ในช่วงเดือนแรกแนะนำให้เรียนเดี่ยวกับคุณครู เพราะการเลือกเรียนเป็นกลุ่มบางครั้ง นักเรียนก็อาจจะขึ้เกียจบ้าง ไม่อยากจะฝึกพูดบ้าง แต่การเรียนกับครูหนึ่งต่อหนึ่งเป็นการบังคับในตัวว่าต้องพูด

สิ่งที่สำคัญที่สุด: คุณต้องเป็นนักเรียนที่ใฝ่รู้อยู่ตลอด ใฝ่รู้ในที่นี้หมายถึง เวลาอยู่ในชั้นเรียนจะต้องหมั่นถามครู หากไม่เข้าใจและจะต้องฝึกฝนการพูดภาษาอังกฤษอยู่ตลอดในชั้นเรียน

ในช่วงนี้ คุณอาจจะได้คำศัพท์ใหม่ๆและวลีใหม่ๆมา ให้เก็บบันทึกไว้ใน Memorization app เพื่อฝึกฝนเองต่อ

ให้เริ่มท่องศัพท์จำนวน 30 คำ และวลีที่ใช้บ่อยๆจำนวน 30 วลีทุกๆวัน  ทำไมต้องจำนวน 30 เพราะว่าใน 90 วัน คุณก็จะได้ศัพท์และวลีถึงจำนวนเกือบถึง 3,000 คำ ซึ่งตามตัวเลขสถิติ คำศัพท์ที่ประมาณ 2,925 คำจะปรากฏในภาษาที่เราใช้ประมาณ 80%  พูดง่ายๆก็คือว่าถ้ามีวงคำศัพท์มากก็จะทำให้เราสื่อสารได้มากขึ้น

 

Days 30-60

หลังจากผ่านเดือนแรกไปแล้ว ตอนนี้คุณน่าจะพอสื่อสารบทสนทนาพื้นฐานได้บ้างแล้ว ในช่วงเดือนนี้ ให้เปลี่ยนจากการเรียนเดี่ยวมาเรียนเป็นกลุ่ม เพื่อประหยัดค่าเรียนและจะได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษกับเพื่อนร่วมชั้น

พยายามหาโอกาสในการสื่อสาร เริ่มออกไปสังสรรค์กับเพื่อนที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารมากขึ้นให้เริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารเป็นภาษาอังกฤษ (เริ่มจากหัวข้อที่คุณสนใจ) หากมีคำศัพท์หรือวลีไหนที่ไม่รู้ความหมาย ให้หาความหมายและเพิ่มลงใน Memorization app

ในช่วงนี้ให้หัดคิดทุกคำเป็นภาษาอังกฤษ ทุกๆครั้งที่นึกคำไม่ออก ให้เพิ่มคำนี้ลงไปใน Memorization app

อย่าลืมท่องศัพท์จำนวน 30 คำ และวลีอีก 30 วลี ทุกๆวัน

 

Days 60-90

ในช่วงนี้ คุณน่าจะมีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษแล้ว ขาดแต่การฝึกฝนเพิ่มเติม หมั่นพูดภาษาอังกฤษ โดยการออกไปพูดคุยหรือสังสรรค์กับเพื่อน

ให้ท่องศัพท์และวลีวันละ 30 คำไปอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเดือนนี้ วงคำศัพท์ของคุณเกือบจะถึง 3,000 คำแล้ว

ในเดือนนี้ คุณสามารถดูรายการทีวีเป็นภาษาอังกฤษ หรือ อ่านหนังสือ นิตยสารเป็นภาษาอังกฤษบ้างแล้ว ให้ลองหาหนังที่เป็นภาษาอังกฤษมาดู โดยปิด Subtitle ให้โฟกัสไปเฉพาะภาษาพูด แต่หากฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็มิต้องตกใจ เพราะการเข้าใจภาษาพูดในหนังนั้นยากกว่าการพูดคุยกับเพื่อน ต้องใช้เวลาฝึกไปอีกสักระยะหนึ่ง

ในระหว่างนี้ ยังคงต้องเรียนในชั้นเรียนอยู่ วันละหลายชั่วโมงเหมือนเดิม แต่เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนที่ 3 นี้ คุณจะต้องประหลาดใจกับความก้าวหน้าทางภาษาใน 90 วัน

 

บทส่งท้าย

การเรียนภาษาเป็นทักษะอย่างหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและพูดออกมาในภาษาใหม่ เมื่อคุณประสบความสำเร็จในเรียนภาษาใดภาษาหนึ่งได้แล้ว การเรียนภาษาต่อๆไปจะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป

หวังว่าบทความนี้จะช่วยจุดประกายหลายๆคนที่อยากจะพูดภาษาอังกฤษให้ได้คล่อง ได้ลองหันมาฝึกภาษากันอย่างจริงจัง แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น วิธีการเรียนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว คนเรียนเท่านั้นที่จะรู้ว่าวิธีใดเหมาะกับเรามากที่สุด แต่อาจเริ่มจากลองนำวิธีการที่เคยมีคนใช้แล้วได้ผล ดังที่สรุปไว้ข้างต้นไปเริ่มฝึกกันดูก่อน แล้วค่อยปรับมาเป็นวิธีของแต่ละคนเองภายหลัง

 

ผลสำรวจความสามารถทางภาษาอังกฤษของคนไทย
วันที่ 07/11/2012  12:26:49 PM ,ผู้เข้าชม : 14361

ผลสำรวจความสามารถทางภาษาอังกฤษของคนไทย

EF Education First ได้เผยผลการวิจัยความสามารถทางภาษาอังกฤษในแต่ละประเทศทั่วโลก ประเทศไทยรั้งอันดับที 53 อยู่ในขั้น Very Low proficiency   

EF ได้ทำการสำรวจความสามารถทางภาษาอังกฤษ โดยสุ่มจำนวนประชากร 1.7 ล้านคนทั่วโลกใน 54 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2009-2011 โดยให้ทำแบบทดสอบ ซึ่งประกอบด้วย ข้อสอบจำนวนสองชุดซึ่งเปิดให้ทำฟรีในอินเตอร์เน็ทและอีกหนึ่งชุด เป็นข้อสอบวัดระดับ (placement test)สำหรับนักเรียนที่มาสอบก่อนจะมาเริ่มเรียนที่ EF   ตัวข้อสอบจะมีการวัดทั้งไวยากรณ์ คำศัพท์ การอ่านและการฟัง

 

ผลการสอบจะนำมาตรวจสอบและคิดเป็นเปอร์เซ็นต์และนำมาเทียบกับระดับ (band score) ซึ่งจะแบ่งทั้งหมด 5 ระดับดังนี้คือ

(1) Very high proficiency (ระดับดีมาก)

(2) High proficiency (ระดับดี)

(3) Moderate proficiency (ระดับปานกลาง)

(4) Low proficiency (ระดับต่ำ)

(5) Very low proficiency (ระดับต่ำมาก)

ผลการวิจัยในภาพรวมได้ข้อสรุปดังนี้

[1]        เพศหญิงเป็นเพศที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเพศชายในทุกประเทศทั่วโลก

[2]        ช่วงอายุระหว่าง 25-35 ปีคือช่วงอายุที่คนใช้ภาษาอังกฤษดีที่สุด เนื่องจากคนในกลุ่มนี้ได้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นในการใช้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะในที่ทำงาน

[3]        ประเทศในยุโรปคือ กลุ่มที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีที่สุด

[4]        ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในระดับดี ทั้งๆที่ หลายๆประเทศมีชื่อเสียงโดดเด่นมากทางด้านวิชาการ

[5]        กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือและอเมริกากลาง คือกลุ่มที่มีประชากรใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ค่อนข้างต่ำ

[6]        การย้ายไปอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ได้เป็นดัชนี้ชี้วัดว่าคนคนนั้นจะมีภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับพื้นฐานการศึกษาและระดับภาษาก่อนที่จะย้ายไป และ การได้รับการฝึกฝนในชั้นเรียนหลังจากที่ย้ายไปยังประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษแล้ว

การจัดลำดับ(เฉพาะในเอเชีย)

ลำดับ

ประเทศ

ระดับที่ได้

12

สิงคโปร์

HIGH PROFICIENCY

13

มาเลเซีย

HIGH PROFICIENCY

14

อินเดีย

MODERATE PROFICIENCY

17

ปากีสถาน

MODERATE PROFICIENCY

21

เกาหลีใต้

MODERATE PROFICIENCY

22

ญี่ปุ่น

MODERATE PROFICIENCY

25

ฮ่องกง

MODERATE PROFICIENCY

27

อินโดนีเซีย

LOW PROFICIENCY

30

ไต้หวัน

LOW PROFICIENCY

31

เวียดนาม

LOW PROFICIENCY

36

จีน

LOW PROFICIENCY

53

ไทย

VERY LOW PROFICIENCY

 

 

 

 

ผลการศึกษา

[1]        ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีการส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากมีการสนับสนุนการเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนรัฐต่างๆและมีโรงเรียนติวภาษาอังกฤษจำนวนพันๆ ในทั้งสองประเทศนี้ แต่ทว่าผลการจัดลำดับที่ออกมา ทั้งสองประเทศก็ยังอยู่ในระดับกลางๆ ทั้งนี้ ในงานวิจัยนี้ ได้วิเคราะห์ว่า อาจเป็นเพราะระบบการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ การที่ผู้เรียนไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติและ บาทบาทของครูกับนักเรียนที่ไม่เน้นเรื่องการสนทนา จึงทำให้การเรียนภาษาอังกฤษยังไม่ก้าวหน้านัก

[2]        ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับการจัดลำดับสูงสุดของเอเชีย สิงคโปร์และมาเลเซียเป็นตัวอย่างในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเป็นตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกันในประเทศ ทั้งสองประเทศมีประชากรจากหลากหลายชาติพันธุ์ คือ มาเลย์ จีน และอินเดีย ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้ มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง ดังนั้น บทบาทของภาษาอังกฤษของทั้งสองประเทศนี้จึงถือว่าเป็นสื่อในการสื่อสาร (medium of communication) ภาษาอังกฤษได้ใช้ในการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

[3]        ประเทศจีน เป็นประเทศหนึ่งทีให้ความสำคัญในการพัฒนาภาษาอังกฤษของคนในประเทศมาก ดังจะเห็นได้จากปัจจุบัน มีการจ้างครูเจ้าของภาษาจำนวนกว่าแสนคนมาสอนภาษาอังกฤษในประเทศจีน แต่อย่างไรก็ตาม จากผลการวัดระดับก็ยังชี้ให้เห็นว่า การเรียนภาษาอังกฤษในประเทศจีนยังต้องการพัฒนามากกว่าเดิม

 

ข้อเสนอแนะ

จากผลการศึกษาและวิจัย ทาง EF ได้เสนอข้อแนะนำสำหรับการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมาให้ดังนี้

[1]        ควรมีการสอนภาษาอังกฤษเป็นวิชาบังคับตั้งแต่ในระดับชั้นประถมศึกษา

[2]        ควรมีการฝึกครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้มีระดับภาษาอังกฤษในระดับสูง (high proficiency) การใช้ครูที่มีระดับภาษาอ่อน หรือพูดภาษาอังกฤษยังไม่ดี เป็นการเสียทั้งเงินและเวลา

[3]        ควรมีการสอนเทคนิคในการสื่อสารด้วย เพื่อประโยชน์สูงสุดในการเรียนภาษาอังกฤษ นักเรียนและครูควรให้ความสำคัญในเรื่องการสื่อสารมากกว่าความถูกต้องทางไวยากรณ์ หรือ การออกเสียงให้เหมือนกับเจ้าของภาษา

[4]        ควรมีการพัฒนาการวัดผลที่เน้นการสื่อสารมากกว่าความถูกต้องทางไวยากรณ์ ด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้ลดความกังวลของนักเรียนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

 

 

เล่าเรื่องครู
วันที่ 01/11/2012  11:22:09 AM ,ผู้เข้าชม : 2573

เล่าเรื่องครูและการเรียนการสอนในโรงเรียนประถมที่สิงคโปร์

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ในหน้าเวบไซต์ของสำนักข่าว BBC ได้ลงบทความเกี่ยวกับการศึกษาในสิงคโปร์ สิ่งที่น่าสนใจในบทความนี้ คือ แนวทางการสอนที่จะเตรียมคนสำหรับในอนาคต 20 ปีข้างหน้าและบทบาทของครู

 

ครู : ส่วนหนึ่งในความสำเร็จของการศึกษาสิงคโปร์

อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยสำคัญของการประสบความสำเร็จต่างๆของการศึกษาที่สิงคโปร์ ส่วนหนึ่งมาจากบุคคลากรครูที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ได้มาโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนและนโยบายที่ชัดเจน  สิงคโปร์ก็เหมือนหลายๆประเทศ กล่าวคือในอดีตอาชีพครูเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีคนอยากจะทำกัน ดังนั้นนับตั้งแต่ปี 1990 (พ.ศ.2533) รัฐบาลสิงคโปร์จึงพยายามยกระดับอาชีพครูให้ดีขึ้น โดยการสร้างภาพพจน์เกี่ยวกับอาชีพครู มีการฝึกอบรบและให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ทั้งนี้เพื่อดึงดูดคนเก่งๆเข้ามาประกอบอาชีพนี้

 Dr. Pak Tee Ng, แห่งสถาบันการศึกษาแห่งชาติ (National Institute of Education หรือ NTE) ซึ่งเปรียบเสมือนสถาบันผลิตครูแห่งชาติกล่าวไว้ว่า “ปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก คือการมีครูที่ดี ครูที่เข้าใจนักเรียน มีการปรับวิธีการสอนให้เข้ากับนักเรียน และทำให้การสอนสนุกและน่าสนใจ ทำอย่างไรจะกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก”

ช่วงยุคปี 1970 (พ.ศ.2513) ระบบการศึกษาของสิงคโปร์มีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ประเทศกำลังพัฒนา พอเข้าสู่ช่วงปลายปี 1990 (พ.ศ.2533)  ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปและก้าวหน้าไปมาก ระบบการศึกษาจึงเปลี่ยนตามไปด้วยโดยก้าวเข้าสู่ Knowledge based ซึ่งจะมุ่งเน้นพัฒนาระบบความคิดและความคิดสร้างสรรค์

ในปัจจุบัน สิงคโปร์ต้องการเดินหน้าไปสู่การศึกษาอีกขั้นหนึ่ง ที่เรียกว่า การศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education) ซึ่งจะมุ่งเน้นวิธีการเรียนรู้  (Processing Information ) มากกว่าตัวเนื้อหา (Content) ซึ่งจะเตรียมนักเรียนในรุ่นปัจจุบันนี้เพื่ออนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้รูปแบบการเรียนการสอนจึงเปลี่ยนไป แทนที่จะนั่งเรียนอย่างเคร่งเครียดกันในห้องเรียน นักเรียนสิงคโปร์จะมีโอกาสเรียนนอกชั้นเรียนเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่าง กิจกรรมล่าสุดของโรงเรียน Rosyth เหล่าบรรดาเด็กนักเรียนจำนวน 80 คนอายุประมาณ 9-10 ปี พร้อมด้วยอุปกรณ์ Ipad และ สมาร์ทโฟน มุ่งหน้าสู่สวนสาธารณะ เพื่อเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์

ที่มา http://www.bbc.co.uk/news/business-17891211

เรากำลังเก็บตัวอย่างของสัตว์ และแมลงต่างๆ เพื่อค้นหาว่าทำไมผึ้ง ปลาและนกบริเวณนี้ ถึงได้มีการตายโดยไม่มีสาเหตุ” ด.ญ ดาเรนกล่าว หรืออาจจะเป็นเพราะผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์”

นักเรียนต่างถ่ายรูปตัวอย่างแมลงและพืชด้วยสมาร์ทโฟน และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากไอแพด

ในกิจกรรมเดียวนี้ เด็กๆสามารถเรียนรู้ได้ถึงสามหัวข้อ” คุณครูวิทยาศาสตร์ Lin Lixun กล่าว

เด็กๆจะได้ลงมือทำและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงๆ” คุณครู Joslyn กล่าวเสริม

 

การศึกษาสร้างประเทศสิงคโปร์
วันที่ 19/10/2012  14:22:07 PM ,ผู้เข้าชม : 2180

Education shapes the future of our nation

การศึกษาสร้างประเทศสิงคโปร์

“Education shapes the future of our nation... It is critical to our survival and success” หรือแปลว่า การศึกษาเป็นตัวกำหนดอนาคตของชาติ การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญต่อความอยู่รอดและความสำเร็จของเรา” เป็นคำกล่าวของ Mr. Heng Swee Keat  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาของสิงคโปร์ ที่ได้กล่าวไว้ถึงความสำคัญของการศึกษา

เกาะเล็กๆที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆเลยอย่างสิงคโปร์ ได้กำหนดให้ระบบการศึกษาเป็นเสาหลักแห่งการพัฒนาประเทศตั้งแต่เมื่อครั้งก่อตั้งประเทศในปี 1965 (พ.ศ.2508)  และด้วยระบบการศึกษาที่เข้มแข็งของสิงคโปร์ ได้พัฒนาประเทศจากประเทศโลกที่สามในช่วงการก่อตั้งประเทศ ก้าวข้ามมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงชั่วคนรุ่นเดียว

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษามาก ดังจะเห็นได้จากงบประมาณของประเทศเกี่ยวกับการศึกษาคิดเป็น 20% ของงบประมาณทั้งหมดของประเทศ

ระบบการศึกษาสิงคโปร์ใช้ระบบสองภาษา (Bilingua Education Policy) โดยการให้หลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นภาษาอังกฤษหมด และขณะเดียวกันก็ให้นักเรียนสามารถเลือกเรียนภาษาแม่ (Mother Tongue) ได้อีกด้วย เช่น จีนกลาง มาเลย์ หรือ ทมิฬ ทำให้คนสิงคโปร์ที่ผ่านระบบการศึกษาดังกล่าว สามารถพูดภาษาได้อย่างน้อยสองภาษา

สำหรับในเวทีการศึกษาระดับโลก สิงคโปร์ถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะมักถูกจัดเป็นอันดับต้นๆของโลกจากการประเมินผลการศึกษาขององค์กรการศึกษาระหว่างประเทศ

 
 

นอกจากนี้ ในแง่ของการเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติในภาคพื้นเอเชีย  สิงคโปร์ยังได้ดึงดูดมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศเพื่อให้เข้ามาตั้งวิทยาเขตในสิงคโปร์ หรือไม่ก็เข้ามาร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยชิคาโก  , สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซต์ หรือ MIT , สถาบัน INSEAD , มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค หรือ NYU และมหาวิทยาลัยเยล เป็นต้น

 

Welcome to our blog
วันที่ 17/08/2012  16:27:03 PM ,ผู้เข้าชม : 956

Welcome to Our Blog

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog ของเรียนสิงคโปร์ดอทคอม บล็อกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะนำเสนอเรื่องราวล่าสุดเกี่ยวกับข่าวสารการศึกษาของสิงคโปร์และ ข่าวสารเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษต่างๆที่น่าสนใจ

หากท่านผู้อ่านมีข้อเสนอแนะ หรือต้องการอยากรู้เรื่องใดๆ เกี่ยวกับการเรียนที่สิงคโปร์ สามารถเสนอแนะนำหัวข้อมาได้ที่หน้า blog นี้ หรือที่ facebook ของเรียนสิงคโปร์

 

 

หน้า 2/2
[ก่อนหน้า]   1 2
[Go to top]