Blog
dot
dot


ความสำเร็จด้านการศึกษาของสิงคโปร์และการเตรียมประชากรสิงคโปร์สู่ยุคศตวรรษที่ 21 สิงคโปร์
วันที่ 17/10/2018  15:48:22 PM ,ผู้เข้าชม : 78

 

การศึกษาสิงคโปร์กับการสร้างคนศตวรรษที่ 21

พอดีเห็นคอลัมน์หมายเหตุประเทศไทยของคุณลม เปลี่ยนทิศ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2561 ได้เขียนเรื่อง “ พิมพ์เขียวสร้างคนศตวรรษที่ 21” ซึ่งในบทความดังกล่าวบางช่วงบางตอนได้เขียนถึงการศึกษาของสิงคโปร์ด้วย “เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” เห็นว่า นักเรียนไทยและผู้ปกครองที่สนใจเรียนต่อประเทศสิงคโปร์ น่าจะได้รับประโยชน์จากมุมมองเรื่องการศึกษาสิงคโปร์จากแหล่งอื่นๆด้วย จึงช่วยทำสรุปประเด็นสำคัญที่บทความนี้กล่าวถึงการศึกษาสิงคโปร์

 
 
ระบบการศึกษาชั้นยอด

 

เมื่อ 53 ปีก่อน นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ได้วางรากฐานให้ประเทศ โดยการสร้างประชากรสิงคโปร์ที่มีอยู่ไม่กี่ล้านคน ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าที่สุด ด้วย “การศึกษาชั้นยอด” ซึ่งสิงคโปร์ก็ทำได้สำเร็จ เพราะทุกวันนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐฯเท่านั้น 

 

นักเรียนสิงคโปร์คว้าอันดับ 1 ด้านการศึกษาของโลก

การศึกษาชั้นยอดของสิงคโปร์ ยังส่งผลให้นักเรียนสิงคโปร์ได้คะแนนทางการศึกษาเป็นอันดับ 1 ของโลก จากการประเมินผลการศึกษาและจัดอันดับของ PISA ครั้งล่าสุดปี 2015 ใน 3 วิชาหลักคือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ปรากฏว่า นักเรียนสิงคโปร์ทำคะแนนทั้ง 3 วิชาได้อันดับ 1 ของโลกจากนักเรียนกว่า 500,000 คนจากทั้งหมด 72 ประเทศที่เข้าร่วมการประเมินผลการศึกษาครั้งนี้ซึ่งจัดโดย OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

 

สิงคโปร์เตรียมคนสำหรับศตวรรษที่ 21

แม้ว่าสิงคโปร์ จะประสบความสำเร็จในด้านการศึกษา แต่ดูเหมือนว่าสิงคโปร์จะยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ เพราะในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2561 ได้เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ได้จัดทำพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติครั้งใหม่ชื่อว่า “21 st Century Competencies” หรือการสร้างสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

 

 
 

1. ลดความเครียดของนักเรียนและผู้ปกครอง

นับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นไป กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์จะมีการปรับเปลี่ยนการให้คะแนนของนักเรียนสิงคโปร์ที่สอบจบ ป.6 หรือการสอบ PSLE ซึ่งเป็นการสอบจบระดับประถมฯพร้อมกันทั่วประเทศ จากเดิมเป็นการให้คะแนนแบบลงรายละเอียด เช่น สอบได้ 214 จากคะแนนเต็ม 300 คะแนน เป็นต้น มาเป็นการให้คะแนนเป็นช่วงคะแนนแบบกว้างๆ เช่น ใครได้คะแนน AL 1 ก็แปลว่านักเรียนคนนี้ได้คะแนนสอบวิชานั้นๆมากกว่า 90% ใครได้คะแนน AL 2 ก็แปลว่าได้คะแนนระหว่าง 85-89% เป็นต้น การทำเช่นนี้ก็เพื่อลดความรู้สึกที่ว่าโรงเรียนไหนเก่งกว่ากันและเป็นการลดปัญหาที่ผู้ปกครองไปกดดันนักเรียนเรื่องการทำคะแนนสอบให้ได้คะแนนสูงๆจนมากเกินไป

 

2. ปรับระบบการเรียนการสอนใหม่

โดยเน้นให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้น กล้าแสดงออกเพื่อแก้ไขปัญหา ข้อสอบต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความเห็นอย่างเสรี การประเมินผลสอบต้องทำควบคู่กันทั้งวิชาการและพัฒนาการทางสังคมของนักเรียน

 

3. พัฒนาครู

ครูต้องผ่านการอบรมเพื่อพัฒนาวิชาชีพของตนเองอย่าง 100 ชั่วโมงต่อปี และยกระดับเงินเดือนประจำครูให้สูงไม่แพ้อาชีพอื่นๆ

 

4. การเรียนที่เชื่อมโยงในโลกความเป็นจริงมากขึ้น

รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2023 โรงเรียนทุกแห่งต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง (Real World) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นการเรียนเพียงเพื่อไปทำคะแนนสอบให้ได้สูงๆเท่านั้น

 
 

อ่านเพิ่มเติม

นักเรียนและผู้ปกครองท่านใดสนใจอ่านบทความนี้ฉบับเต็ม ก็เข้าไปที่เว็บไซด์ข่าวไทยรัฐ ไปที่คอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” ของคุณลม เปลี่ยนทิศ ชื่อเรื่อง “ พิมพ์เขียวสร้างคนศตวรรษที่ 21”

 

สัมมนาฟรี เรียนต่อ ร.ร.มัธยมฯสิงคโปร์

“เรียนสิงคโปร์ดอทคอม” ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์งานสัมมนาเกี่ยวกับการเรียนต่อโรงเรียนมัธยมฯของสิงคโปร์ซึ่งมี 2 งานด้วยกัน

งานแรกเป็นของโรงเรียนมัธยมฯเอกชนอายุ 58 ปี ชื่อ ร.ร.เซนต์ฟรานซิสฯ เมโธดิสต์ ในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2561

อีกงานเป็นของ ร.ร.ฮวาชอง (แผนก ร.ร.นานาชาติ) ซึ่งเป็นกลุ่ม ร.ร.มัธยมฯรัฐบาลชั้นแนวหน้าของสิงคโปร์ จัดในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2561

ทั้งสองงานจัดที่กรุงเทพฯ หากนักเรียนและผู้ปกครองท่านใดสนใจเข้าฟังงานสัมมนาดังกล่าว ติดต่อจองที่นั่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 085 932 9081 หรือ Add Line ID : riansingapore

 

มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ คว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของภูมิภาคเอเชีย
วันที่ 12/02/2018  14:02:09 PM ,ผู้เข้าชม : 778

 

มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ คว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของภูมิภาคเอเชียประจำปี 2018 นับเป็นการครองแชมป์ 3 ปีติดต่อกัน

 
Photo Credit: stratstimes.com
 

มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) หรือ NUS ได้อันดับ 1 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียประจำปี 2018 ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสารไทม์ส ไฮเออร์ เอ็ดดูเคชั่น จากประเทศอังกฤษ นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ NUS ได้อันดับ 1 ในการจัดอันดับดังกล่าว ส่วนมหาวิทยาลัยของไทยที่ได้อันดับดีที่สุดในการจัดอันดับครั้งนี้ คือมหาวิทยาลัยมหิดล ได้อันดับที่ 97 

 

วางแผนเรียนต่อ ป.ตรี ที่ NUS สิงคโปร์

 

จากการประกาศดังกล่าว เชื่อแน่ว่า ผู้ปกครองและนักเรียนไทยหลายคนอาจเกิดคำถามในใจว่า หากจะเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ NUS สิงคโปร์ ควรจะวางแผนอย่างไร ซึ่ง "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ จะขอแชร์ความเห็นดังนี้

 
 
NUS ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทุกๆคน
 

NUS เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ายากมากและมีการแข่งขันแย่งที่นั่งเรียนกันสูง จึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับนักเรียนทุกๆคน ดังนั้นนักเรียนไทยที่วางแผนจะเข้า NUS ควรเป็นนักเรียนที่มีประวัติการเรียนดีเยี่ยมและมีความสามารถการใช้ภาษาในการใช้ภาษาอังกฤษในการฟัง พูด อ่าน เขียน ในระดับดี - ดีมาก เป็นพื้นฐานเลย เพราะด้วยคุณสมบัติดังกล่าว นักเรียนจึงจะมีโอกาสเบียดที่นั่งเรียนใน NUS ได้ 

 

เรียนต่อระดับ Pre University ที่สิงคโปร์

 

นอกจากจะมีประวัติการเรียนดีเยี่ยมและมีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดี-ดีมากแล้ว นักเรียนกลุ่มนี้ควรจะวางแผนไปเรียนต่อที่สิงคโปร์แต่เนิ่นๆ เช่น การไปเรียนต่อระดับ Pre University หรือระดับเตรียมอุดมศึกษาของสิงคโปร์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากการเรียนในระดับนี้ที่สิงคโปร์จะมีมาตรฐานสูงมากซึ่งจะทำให้วิชาการและภาษาอังกฤษของนักเรียนก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

 
 
Pre University ที่สิงคโปร์คืออะไร
 

ระดับ Pre University ในระบบการศึกษาสิงคโปร์เป็นการเรียนระดับเตรียมอุดมศึกษา โดยจะเรียน 2 ปีก่อนเข้ามหาวิทยาลัย คล้ายๆกับการเรียน ม.5 - ม.6 ของระบบไทย และเกรด 11-12 ของระบบโรงเรียนนานาชาติ จึงอาจกล่าวได้ว่า ระดับ Pre University ของสิงคโปร์ ก็คือการเรียนในระดับมัธยมฯปลายระบบของสิงคโปร์นั่นเอง ดังนั้นนักเรียนสิงคโปร์เมื่อเรียนจบ ม.4 แล้ว หากต้องการเรียนสายสามัญเพื่อวางแผนไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็จะเลือกเรียนต่อระดับ Pre University 

 

เรียน Pre University ที่สิงคโปร์ที่ไหนได้บ้าง

 การเรียนต่อระดับ Pre University ในสิงคโปร์ จะมีโรงเรียน 3 กลุ่มที่เปิดสอนคือ 
 

+ จูเนียร์ คอลเลจ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐบาล มีประมาณ 14-15 แห่งทั่วประเทศ

+ โรงเรียนเอกชนในสิงคโปร์
+ โรงเรียนนานาชาติในสิงคโปร์
 
 

หลักสูตรการเรียนในระดับ Pre University 

 

โรงเรียนแต่ละกลุ่มดังกล่าว ก็จะเปิดสอนหลักสูตรระดับ Pre University แตกต่างกัน เช่น ในกลุ่มจูเนียร์ คอลเลจ กับโรงเรียนเอกชนในสิงคโปร์ ก็จะนิยมใช้หลักสูตร A Level  ส่วนโรงเรียนนานาชาติก็มักจะใช้หลักสูตร IB Diploma เป็นหลัก 

 

แต่ไม่ว่านักเรียนเลือกเรียนแบบไหน เมื่อเรียนจบครบ 2 ปีแล้ว นักเรียนจะต้องเข้าสอบส่วนกลางซึ่งจัดสอบโดยคณะกรรมการสอบส่วนกลางของแต่ละหลักสูตร หลังจากสอบเสร็จนักเรียนจะได้ผลสอบส่วนกลางและประกาศนียบัตรซึ่งจะนำไปใช้ยื่นสมัครเรียนต่อปริญญาตรีที่ NUS ต่อไป

 
 

ยื่นคะแนนเข้า NUS

 

เนื่องจาก NUS เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคนอยากเข้าไปเรียนมาก จึงมีการแข่งขันในการแย่งที่นั่งเรียนสูง ดังนั้นคะแนนสอบส่วนกลางที่นักเรียนยื่นเข้าไปให้ NUS พิจารณาไม่ว่าจะเป็น A Level หรือ IB จึงต้องมีคะแนนสูงตามไปด้วย ยิ่งคะแนนสูงมากเท่าไร โอกาสที่จะได้ที่นั่งเรียนก็มีมากเท่านั้น

 
ติดต่อสอบถาม
 

สำหรับนักเรียนไทยที่สนใจไปเรียนต่อระดับ Pre University ที่สิงคโปร์ เพื่อวางแผนเรียนต่อปริญญาตรีที่ NUS ควรเป็นนักเรียนไทยที่จบ ม.3 - ม.4 มีประวัติการเรียนดีเยี่ยม และมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการฟัง พูด อ่าน เขียน ในระดับดี - ดีมาก 

 

หากนักเรียนไทยคนใดมีคุณสมบัติดังกล่าว และต้องการเรียนต่อระดับ Pre University เพื่อเป็นช่องทางสู่การเรียนที่ NUS ที่สิงคโปร์ สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ "เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อสิงคโปร์โดยเฉพาะ โดยคลิกช่อง "สอบถามโปรโมชั่น" ทางมุมล่างขวามือของท่าน

 
 

 

Singapore National Day 2017 วันชาติสิงคโปร์
วันที่ 09/08/2017  15:47:34 PM ,ผู้เข้าชม : 1557

 

Singapore National Day 2017 วันชาติสิงคโปร์

 

PHOTO CREDIT: https://rafflespress.com/2014/08/08/whats-in-a-nation/

 

สิงคโปร์ ฉลองวันชาติครบรอบ 52 ปี รัฐบาลประกาศ upgrade การศึกษาระดับอนุบาลของประเทศ เพราะเห็นว่า เป็นจุดเริ่มสำคัญในเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกอนาคต

 

วันที่ 9 สิงหาคม 2017 เป็นวันชาติของประเทศสิงคโปร์ซึ่งปีนี้ สิงคโปร์ มีอายุครบ 52 ปี นับจากวันที่ก่อตั้งประเทศ

 

ในโอกาสนี้ นายลี เซียง ลุง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ส่งผ่านข้อความผ่านช่องทางต่างๆไปยังชาวสิงคโปร์ถึงเรื่อง "การเตรียมความพร้อมสู่อนาคต" โดยเน้นย้ำนโยบายระยะยาวที่จะทำมี 3 ประเด็นด้วยกันซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่อง "การศึกษาระดับอนุบาล" 

 

นายลี เซียง ลุง ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "พวกเราต้องเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนสิงคโปร์เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกใหม่ พวกเราต้องการให้เด็กทุกๆคนมีจุดเริ่มต้นที่ดีในชีวิต และอนาคตที่สดใส ดังนั้นตอนนี้รัฐบาลกำลังลงทุนกับการศึกษาในระดับอนุบาล เพราะมองว่าการศึกษาระดับนี้ จะสร้างความแตกต่างครั้งใหญ่ให้กับเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชีวิต (life) ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำคือ การสร้างโรงเรียนอนุบาลให้มีมากขึ้น รวมถึงการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการเรียนการสอน และครู ให้สูงขึ้นไปอีก"

 

สำหรับนโยบายระยะยาว 3 อย่างที่รัฐบาลสิงคโปร์จะทำซึ่งประกาศในวันชาติสิงคโปร์ปีนี้คือ 1. ยกระดับการศึกษาระดับอนุบาลเพื่อให้ประชากรมีจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง (start right) 2. ต่อสู้กับโรคเบาหวานเพื่อให้ประชากรมีสุขภาพที่ดี (stay healthy) 3. เตรียมประเทศสู่การเป็น Smart Nation เพื่อให้ประชากรทำงานฉลาดขึ้น (work smart)

 

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อยสำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 2)
วันที่ 03/07/2017  16:20:31 PM ,ผู้เข้าชม : 1176

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 2)

 
 

นักเรียนไทยในสิงคโปร์ ไม่จำเป็นต้องทำอาหารเองเพื่อประหยัดค่าอาหารเหมือนนักเรียนไทยในประเทศอื่นที่มีค่าครองชีพสูง ทั้งนี้เพราะในสิงคโปร์มีศูนย์อาหารไม่ติดแอร์ หรือที่เรียกว่า Hawker Centre (ฮอว์เกอร์ เซนเตอร์) ซึ่งเป็นแหล่งขายอาหารจานเดียว มีอยู่ทั่วประเทศ อาหารอร่อย และที่สำคัญ ราคาค่าอาหารไม่แพงมากนัก  

 ราคาค่าอาหารอยู่ระหว่าง 2.50-5.00 เหรียญสิงคโปร์ต่อจาน (ประมาณ 60-125 บาทต่อจาน) หากทาน 3 มื้อต่อวัน ค่าอาหารต่อวัน = 7.5-15 เหรียญสิงคโปร์ต่อวัน (ประมาณ 180-375 บาทต่อวัน) แม้ว่าราคาค่าอาหารจานเดียว จะสูงกว่าของไทย แต่ราคาก็ไม่สูงมากจนเกินเอื้อมหรือกระทบต่อเงินในกระเป๋าตังค์ของนักเรียนมากนัก นักเรียนยังสามารถซื้ออาหารจานเดียวทานได้ทุกมื้อ

 สำหรับ Hawker Centres 5 แห่งชื่อดังของสิงคโปร์ที่แนะนำให้นักเรียนไทยลองไปชิมอาหารจานเดียวท้องถิ่น มีดังนี้

 
 
 1. China Town Complex Food Centre : เป็นหนึ่ง ใน Hawker Centre ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ มีร้านอาหารกว่า 260 ร้าน อยู่บนถนน Smith Street ย่านไชน่าทาวน์
 

2. Old Airport Road Food Centre : เป็น Hawker Centre ที่เก่าแก่ของสิงคโปร์ แน่นอนว่าการมาทานอาหารที่นี่ ย่อมคาดหวังว่า จะได้ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจากร้านเก่าแก่ที่ขายกันมาหลายสิบปี ตั้งอยู่บนถนน Old Airport Road ใกล้สถานีรถไฟ MRT Dagota 

 

3. Maxwell Road Hawker Centre : หากกล่าวถึง Hawker Centre นี้แล้ว ก็จะนึกถึงร้านข้าวมันไก่ชื่อดังของสิงคโปร์ Tian Tian Hainanese Chicken Rice และอีกหลายร้านที่อาหารอร่อย เช่น โจ๊ก ร้าน Zhen Zhen Porridge เป็นต้น พิกัดอยู่ด้านหลังวัดพระเขี้ยวแก้ว ย่านไชน่าทาวน์

 

4. Tiong Bahru Market Hawker Centre : เป็น Hawker Centre ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จนกลายเป็น Hawker Centre ที่มีสภาพคล้ายศูนย์อาหารติดแอร์หรือ Food Court ในศูนย์การค้าเลยทีเดียว แต่ยังคงจุดเด่นของ Hawker Centre ไว้เหมือนเดิมคือ ราคาไม่แพง ตั้งอยู่ในย่าน Tiong Bahru ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นย่านฮิปแห่งหนึ่งของสิงคโปร์

 

5. Chomp Chomp Food Centre : เป็น Hawker Centre ที่แตกต่างจากที่อื่น เพราะในขณะทีอื่นเปิดขายตั้งแต่เช้าถึงเย็น แต่ Hawker Centreแห่งนี้ เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึงดึก เป็นที่ฝากท้องสำหรับคนทำงานเลิกเย็นมากหรือนักเรียนที่อ่านหนังสือจนดึกแล้วอยากหาอะไรมาทานแก้หิว ตั้งอยู่บนถนน Kensington Park Road ย่าน Serangoon

 
 
 
 
 
 

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 1)
วันที่ 01/07/2017  12:47:30 PM ,ผู้เข้าชม : 523

 

แหล่งอาหารราคาถูกและอร่อย สำหรับนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (ตอน 1)

 

"เรียนสิงคโปร์ดอทคอม" จะพาไปทำความรู้จักแหล่งอาหารราคาถูกและอร่อยสำหรับนักเรียนในสิงคโปร์ นั่นก็คือ "Hawker Centre" (ฮอว์เกอร์ เซนเตอร์)

 

Hawker Centre มีจุดกำเนิดคือ ครั้งหนึ่งที่สิงคโปร์ ก็เคยมีคนขายอาหารตามข้างถนนหรือ Street Food เหมือนในไทย แต่ต่อมารัฐบาลสิงคโปร์ในขณะนั้นเห็นว่า การขายอาหารในลักษณะนี้ไม่สะอาด ไม่ถูกหลักอนามัย รวมถึงกีดขวางทางเท้าด้วย จึงได้มีแนวคิดในการจัดระเบียบใหม่คือ สร้างศูนย์อาหารแบบไม่มีแอร์ขึ้น แล้วสร้างร้านค้าย่อยหลายๆร้านภายในศูนย์ แล้วดึงผู้ค้าอาหารตามทางเท้าทั้งหมดมาขายอาหารในศูนย์นี้พร้อมเก็บค่าเช่าในราคาถูก

 

 ปัจจุบัน Hawker Centres มีหลายร้อยแห่งกระจายในทั่วทุกจุดของสิงคโปร์ มักอยู่ใกล้ตลาดสดและย่านชุมชน มีอาหารท้องถิ่นหลายแห่ง หลายร้านเป็นร้านเก่าแก่ อาหารอร่อย ที่สำคัญราคาถูก เริ่มต้น 2.50-5.00 เหรียญสิงคโปร์ต่อจาน (ประมาณ 60-125 บาทต่อจาน) ทานจานเดียวอิ่ม ไม่ต้องเบิ้ล เหมาะกับนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง

 

 
 
 

 

เรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ เหมาะกับใคร ?
วันที่ 27/04/2017  14:02:06 PM ,ผู้เข้าชม : 433

 

เรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ เหมาะกับใคร ?

 
 

1. เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการก้าวหน้าเร็วในการพัฒนาภาษาอังกฤษของตนเอง ทั้งนี้เพราะ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ทำให้นักเรียนที่มาเรียนที่นี่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารบ่อยซึ่งส่งผลให้ทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนก้าวหน้าขึ้นในทางอ้อม 

นอกจากนี้โรงเรียนภาษาหลายแห่งในสิงคโปร์ เปิดสอนหลักสูตรภาษาเต็มวัน เรียนวันละ 5-6 ชั่วโมงซึ่งแนะนำนักเรียนไทยลงเรียน หากต้องการเรียนอย่างเข้มข้น เพราะหลักสูตรเรียนเต็มวันแบบนี้ จะทำให้ยิ่งบีบให้นักเรียนต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ก้าวหน้าเร็ว 

 
 

2 การเลือกเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เป็นทางเลือกที่ดีที่จะทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตนเองได้อย่างรวดเร็วซึ่งเป็นปัจจัยการเลือกที่สำคัญมาก แต่อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ประเทศที่เลือกต้องมีความปลอดภัยสูงต่อชีวิตและทรัพย์สินด้วย ซึ่งหากนักเรียนคนใด ให้น้ำหนักและความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย "สิงคโปร์" จะเป็นตัวเลือกต้นๆเลยทีเดียว เพราะ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีคดีอาชญากรรมต่ำมาก ไม่มีภัยธรรมชาติร้ายแรง และมีปัญหาสังคมน้อย เช่น ปัญหายาเสพติด ทำให้ประเทศนี้ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักและมีความปลอดภัยสูงด้วย  

 
 

3. นักเรียนหลายคน อยากไปเรียนภาษาในต่างประเทศ แต่ก็อดคิดถึงคุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ หรือกลับกับ คุณพ่อและคุณแม่ อยากส่งนักเรียนไปเรียนภาษาในต่างประเทศ แต่ก็กลัวคิดถึงลูก หากต่างฝ่ายกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ การเลือกเรียนภาษาที่สิงคโปร์ อาจเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะทั้งสองฝ่ายสามารถไปเยี่ยมเยียนและไปมาหาสู่กันได้ง่าย เนื่องจากสิงคโปร์อยู่ห่างจากไทย 2 ชั่วโมงโดยการนั่งเครื่องบิน และเวลาผู้ปกครองไปเยี่ยมนักเรียนที่สิงคโปร์ ก็ไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยากและเสียเวลา เพราะคนไทยสามารถเข้าสิงคโปร์โดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าเมือง และสามารถอยู่ในสิงคโปร์ได้สูงสุด 30 วัน 

 
 
 

นักเรียนและผู้ปกครองท่านใดต้องการขอคำปรึกษาการเรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ สามารถติดต่อได้ที่ เรียนสิงคโปร์ดอทคอม 085 932 9081 

หรือ อีเมล์ course@riansingapore.com

 

January Wrap-Up
วันที่ 31/01/2017  12:48:17 PM ,ผู้เข้าชม : 313

 

JANUARY WRAP-UP 

 

เดือนมกราคมถือว่าเป็นเดือนที่เริ่มต้นปีการศึกษาของโรงเรียนมัธยมที่สิงคโปร์ หลายๆโรงเรียนได้มีกิจกรรมต่างๆให้กับนักเรียน มาดูกันว่าในเดือนที่ผ่านมามีกิจกรรมที่น่าสนใจอะไรกันบ้าง

เริ่มต้นที่โรงเรียน St. Francis Methodist ซึ่งเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม ได้จัดกิจกรรมปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ มีกิจกรรมสนุกๆต้อนรับนักเรียนใหม่
 
 

ในช่วงเดือนมกราคมเช่นเดียวกันนี้ ก็มีหลายโรงเรียนทีมีการจัดงาน Open House เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ปกครองได้เข้าเยี่ยมชมสถาบันและพูดคุยสอบถามรายละเอียดต่างๆกับนักเรียนปัจจุบันและเจ้าหน้าที่ของสถาบัน

NAFA สิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถาบันสอนศิลปะที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ ได้จัดงาน Open House ไปเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 
 

เช่นเดียวกับที่ Kaplan สิงคโปร์ ก็เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและนักเรียนเข้าร่วมงาน Open House 

 
 

สำหรับที่ James Cook University Singapore เปิดรับปีใหม่ด้วยกิจกรรม Konichiwa Japan เมื่อวันที่ 26 และ 27 มกราคม ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่น มีการแสดงดนตรีและอาหารญี่ปุ่นในงาน งานนี้จัดโดยนักศึกษา JCU Singapore

 
 

PSB Academy เป็นเจ้าบ้านต้อนรับนักศึกษามหาวิทยาลัยจากประเทศเกาหลี ที่มาเข้าร่วมโครงการ Cultural Exchange Program ที่ PSB Academy ประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 2 อาทิตย์

 
 

และปิดท้ายที่ SIM (Singapore Institute of Management) ที่จัดกิจกรรมดีๆให้กับนักศึกษา นอกเหนือจากการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว SIM ยังมีการจัดกิจกรรม Workshop สำหรับนักศึกษาที่สนใจ ในหัวข้อ 5 Indicators of Personal Success  บรรยายโดย ดร. Llona Boniwell

 
 
 

JCU Alumni Night 2016 Bangkok
วันที่ 16/01/2017  14:28:20 PM ,ผู้เข้าชม : 359

 

JCU Alumni Night 2016 | Bangkok

 
 
 

เมื่อช่วงก่อนคริสมาสต์ที่ผ่านมา James Cook University วิทยาเขตสิงคโปร์ ได้จัดงานเลี้ยงศิษย์เก่านักเรียนไทยที่เรียนจบจาก JCU Singapore มาร่วมงานฉลองวันคริสมาสต์ ที่โรงแรมเชอราตันแกรนด์สุขุมวิท

 

James Cook University Singapore เป็นมหาวิทยาลัยรัฐออสเตรเลีย ซึ่งมาตั้งวิทยาเขตที่สิงคโปร์ด้วย JCU Singapore เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับนักเรียนไทยที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีและโทที่สิงคโปร์

 

 
 
 
 
 
 
 
 

 

ทำไมสิงคโปร์จึงก้าวเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านการศึกษา
วันที่ 14/12/2016  11:32:06 AM ,ผู้เข้าชม : 15949

 

ทำไมสิงคโปร์จึงก้าวเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านการศึกษา

 

หลังจากผลคะแนน PISA ออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่) และปรากฎชื่อของสิงคโปร์ขึ้นอันดับ 1 ของโลกในทุกประเภทของการประเมิน ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน สื่อหลายๆแห่งและผู้เชียวชาญด้านการศึกษาได้ให้ความสนใจและออกมาวิเคราะห์กันว่าทำไมประเทศเล็กๆในอเซียนี้ ถึงมีระบบการศึกษาที่ล้ำหน้าขึ้นอันดับหนึ่งในการประเมินผลที่ถือว่าเป็น World Cup ในวงการศึกษาของโลก อะไรเป็นปัจจัยที่ระบบการศึกษาของประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชมาเมื่อปี 1965 ได้แซงหน้าหลายๆประเทศในโลก

 

จุดเริ่มต้นการพัฒนาการศึกษาของชาติ

สิงคโปร์มีระบบรากฐานการศึกษาที่ได้วางไว้จากอังกฤษเมื่อครั้งเป็นอาณานิคม ในช่วงที่ได้รับเอกราชนั้น ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ นายกรัฐมนตรี ลี กวน ยู ในสมัยนั้น เล็งเห็นว่าหากจะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า สิงคโปร์จะต้องให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาเป็นอย่างแรกเพื่อเตรียมคนให้พร้อมกับการพัฒนาประเทศ

 

ก้าวข้ามการศึกษาแบบท่องจำ

ในช่วงปี 1980 กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์เล็งเห็นว่า สิงคโปร์ควรจะพัฒนาตำราและการสอนสำหรับคนสิงคโปร์ โดยที่นักวิชาการด้านการศึกษาและนักวิจัยของสิงคโปร์ได้ไปศึกษาดูงานระบบการศึกษาจากประเทศชั้นนำต่างๆ ของโลกเช่น แคนาดา และ ญี่ปุ่น และนำมาพัฒนาเป็นของตนเอง โดยจุดประสงค์ของการพัฒนาการศึกษา คือ เพื่อให้การเรียนการสอนก้าวข้ามจากการเรียนการสอนที่เน้นท่องจำ (rote learning)แบบเดิมๆ

 

ขับเคลื่อนการศึกษาแบบ Problem-based learning

ดังนั้น การเรียนการสอนของสิงคโปร์ จะเน้นการนำไปใช้ในชิวิตจริง และ การแก้ไขปัญหา (Problem-based learning) ยกตัวอย่างเช่น ในการเรียนคณิตศาสตร์ ครูผู้สอนอาจจะพานักเรียนไปทัศนศึกษาที่สนามบินชางฮี และให้นักเรียนใช้เลขในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน และคำนวนจำนวนผู้โดยสารที่แท๊กซี่สามารถรองรับได้

และในการเรียนคณิตศาสตร์นั้น ครูจะให้ความสำคัญกับวิธีที่ได้มาซึ่งคำตอบ มากกว่าคำตอบที่ถูกต้องที่เฉลยจากคุณครู  ครูอาจจะให้นักเรียนแต่ละคนออกมาแสดงวิธีทำของโจทย์เลข เพราะคำตอบเดียวกันอาจจะมีที่มาจากหลายวิธีการได้

 

วางวิชาคณิตฯ กับ วิทย์ เป็นแกนหลักการศึกษา

นอกจากนั้น หลักสูตรของสิงคโปร์ ให้ความสำคัญกับวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก ทั้งสองวิชานี้คือวิชาหลักในทุกระดับชั้น แม้แต่นักเรียนในระดับมัธยมปลายที่เลือกเน้นเรียนสายมนุษยศาสตร์ก็จะต้องเลือกเรียนวิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในวิชาบังคับ

สิงคโปร์ให้ความสำคัญของการวางรากฐานของการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงประถมศึกษา เมื่อเทียบกับประเทศฝั่งตะวันตก หัวข้อการเรียนในแต่ละวิชาอาจจะไม่มากเท่า แต่สิงคโปร์เน้นความลึกของแต่ละวิชา กล่าวคือ หัวข้อในการเรียนน้อยกว่าแต่เรียนให้ลึกกว่า

 

 ครูที่มีคุณภาพ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นปัจจัยหลักของการประสบความสำเร็จ คือ ประเทศสิงคโปร์มีครูที่มีคุณภาพ ประเทศสิงคโปร์มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่อบรมครูโดยเฉพาะที่เรียกว่า National Institute of Education (NIE) ครูใหม่ทุกคนจะต้องผ่านการอบรมจากส่วนกลางที่สถาบันแห่งนี้ ซึ่งทำให้การสอนเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ตามที่ BBC ได้วิเคราะห์ไว้ว่า นี่คือข้อดีของการเป็นประเทศเล็กที่ทุกอย่างสามารถรวมศูนย์ในการบริหารจัดการและควบคุมมาตรฐานได้

สิงคโปร์ลงทุนกับครูค่อนข้างมาก จะเห็นได้ว่า การคัดเลือกบรรจุครูจะคัดสรรจากนักศึกษาที่ได้คะแนนในระดับต้นๆของชั้น และเพื่อดึงดูดคนที่มีเก่งมาเป็นครู การทำให้อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีโอกาสและความก้าวหน้าทางสายวิชาชีพ สามารถพัฒนาเป็นครูใหญ่ เป็นนักวิจัยทางการศึกษาได้

และการพัฒนาบุคลากรครูนั้นทำมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังที่ Prof Sing Kong Lee, vice-president of Nanyang Technological University กล่าวไว้ว่า “การศึกษาเปรียบเหมือนกับระบบนิเวศน์วิทยา ทุกอย่างต้องเกื้อหนุนกัน เราไม่สามารถพัฒนาระบบการศึกษาได้หากทำการเปลี่ยนแปลงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง”

และด้วยปัจจัยดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมสิงคโปร์จึงขึ้นอันดับหนึ่งในการประเมินผลมาตรฐานการศึกษาระดับโลก

 

Sources:
 
 
 
 

 

พาไปเที่ยวห้องสมุดสาธารณะที่สิงคโปร์
วันที่ 06/06/2013  14:40:53 PM ,ผู้เข้าชม : 4072

พาไปเที่ยวห้องสมุดสาธารณะที่สิงคโปร์

 

สิงคโปร์มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน

มีหอสมุดแห่งชาติ (National Library) ขนาดใหญ่อยู่ใจกลางเมือง 1 แห่ง

ห้องสมุด Regional libraries 3 แห่ง

และมีห้องสมุดสาธารณะ (Public Library) อีก 22 แห่งกระจายอยู่ทั่วเกาะ ตั้งอยู่ตามแหล่งชุมชมใหญ่ๆและตามห้างต่างๆ เพื่อให้ความสะดวกกับผู้ใช้มากที่สุด

สำหรับประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ การพัฒนาคนและการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างมาก

ภาพที่เด็กๆนั่งหรือนอนอ่านหนังสือกันเต็มห้องสมุดในช่วงเย็นๆหรือวันหยุดสุดสัปดาห์จึงเป็นภาพที่เห็นชินตาตามห้องสมุดสาธารณะทั่วไป

การส่งเสริมการอ่านเป็นส่วนหนึ่งในการมุ่งไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) ของประชากรในประเทศ

เนื่องจากสิงคโปร์มีอัตราการรู้หนังสือถึงเกือบ 100 เปอร์เซนต์ งานหนักของรัฐบาลจึงไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมการอ่านเพื่อขจัดการไม่รู้ หนังสือเหมือนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย แต่อยู่ที่การตอบสนองความต้องการในการอ่านหนังสือของประชาชนซึ่งใช้บริการห้องสมุดกว่า 30 ล้านครั้งต่อปี

อ่านเพิ่มเติม L 2010 ห้องสมุดรุ่นใหม่ของชาวสิงคโปร์

 

 

วันนี้เราจะไปเยี่ยมชมห้องสมุด Serangoon Public Library ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ห้าง Nex ที่สถานีรถไฟฟ้า Serangoon ห้องสมุดตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกกับผู้คนมากๆ  คนที่มาเดินเทียวเล่นที่ห้างในวันเสาร์อาทิตย์ หรือ คนที่ลงรถไฟฟ้าที่สถานีแห่งนี้ สามารถเข้ามาใช้บริการห้องสมุดได้อย่างง่ายดาย

ห้องสมุดตกแต่งบรรยากาศชวนให้อ่านหนังสือ

จะเห็นว่าบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายก็แวะมาอ่านหนังสือกันจำนวนมากอยู่

 

มีหนังสือจำนวนมากและใหม่ให้บริการ มีทั้งหนังสือภาษาอังกฤษและภาษาจีน

 

มุมอ่านหนังสือของเด็กๆ

 

 

Serangoon Public Library

Address:                       3 Serangoon Central, #04-82/83, nex, Singapore 556083

Tel:                              +65 6332 3255

Opening Hours:              Mon - Sun : 11.00am - 9.00pm

How to get there:           Serangoon MRT station

 

หน้า 1/2
1 2  [ถัดไป]
[Go to top]