ชีวินนักเรียนทุน ASEAN Scholarship
dot
dot


ชีวิตนักเรียนทุน ASEAN Scholarship article

 

หลังจากใช้ชีวิตที่สิงคโปร์มากว่า 4 ปี ในฐานะนักเรียนทุน ASEAN Scholarship วันนี้แยมได้เรียนจบกลับมาเมืองไทยแล้ว มีหลายๆเรื่องทีหลายๆคนอยากรู้ว่าชีวิตนักเรียนทุนที่เรียนที่สิงคโปร์เป็นอย่างไร วันนี้แยมจะมาเปิดเผยให้เราฟังกัน

 

สวัสดีค่ะ แนะนำตัวหน่อยค่ะ

 

“สวัสดีค่ะ ชื่อแยม ญาณิศา ชีพเป็นสุขค่ะ ตอนนี้เรียนจบชั้น Junior College 2 ที่ Anglo-Chinese Junior College ค่ะ และได้เรียนที่สิงคโปร์มาเป็นปีนี้ปีที่สี่แล้วค่ะ ได้ทุน ​ASEAN Scholarship ปีการศึกษา 2012-2015 ค่ะ ก่อนมาเรียนที่สิงคโปร์ แยมเคยเรียนที่โรงเรียนนานาชาติที่สมุยและ เรียนที่โรงเรียนราชินีที่กรุงเทพค่ะ”

 

 

เส้นทางการเตรียมตัวก่อนเป็นนักเรียนทุน ASEAN Scholarship

 

“ก่อนจะสอบทุน การเตรียมตัวจะต้องดูแลทั้งการเรียน และก็กิจกรรมค่ะ สำคัญมากๆที่จะต้องดูแลเกรดเฉลี่ยให้ดีตลอดแต่ก็ต้องไม่ละเลยการทำกิจกรรมกับโรงเรียนด้วยค่ะเพราะที่สิงคโปร์เขาให้ความสนใจกับ Holistic education มากๆ ประมาณว่าเรียนดีกิจกรรมไม่ด้อยค่ะ ตอนเรียนอยู่ม.ต้นแยมก็อยู่ชมรมเครื่องสาย นาฎศิลป์ แล้วก็เข้าร่วมการแข่งขันวิชาการภาษาอังกฤษบ่อยๆค่ะ ตอน ม.2 ก็ได้ไปแลกเปลี่ยนที่แคนาดาค่ะ

 

คำแนะนำสำหรับนักเรียนที่สนใจจะสอบชิงทุนนี้ ก็แนะนำให้เริ่มทำกิจกรรม และดูแลผลการเรียนให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆเลยค่ะ จะได้ดูสม่ำเสมอ และ build self-confidence (สร้างความมั่นใจในตนเอง) ด้วยค่ะ และพอช่วงใกล้สอบมากๆก็อาจจะเรียนพิเศษเพิ่มเติม ลองหาข้อสอบเก่าๆมาลองทำดูค่ะ

 

ในความเห็นส่วนตัว ส่วนที่ยากที่สุดน่าจะเป็นพาร์ทภาษาอังกฤษค่ะ เนื่องจากทางสถานฑูตเขาก็ไม่เคยบอกคะแนนหรือบอกเกณฑ์นะคะ ตอนทำข้อสอบเราก็จะไม่ทราบว่าทำดีพอแล้วหรือยัง ยกตัวอย่างเช่น การเขียน essay (เรียงความ) ที่เราเขียนไปอย่างนี้ up to standard หรือเปล่า เพราะอย่างที่ทราบ grammar (ไวยากรณ์) ของทางสิงคโปร์ก็ค่อนข้างจะเป๊ะๆ ส่วนพาร์ทอื่นก็ค่อนข้างโอเคค่ะ ตอนสัมภาษณ์ก็ต้องทำตัวให้ดูมีความมั่นใน ร่าเริง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนค่ะ กรรมการสอบสัมภาษณ์ไม่ได้แคร์ accent (สำเนียง)อะไรมากนักค่ะ”

 

ชีวิตนักเรียนทุนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

 

แยมสอบได้ทุนในปี 2012 และเข้าเรียนชั้น SEC 3 ที่ Convent of the Holy Infant Jesus Secondary (Toa Payoh)

 

“ในตอนแรกที่เข้าไปเรียน สิ่งที่ต้องปรับตัวหนักสุดก็เป็นเรื่องเนื้อหาการเรียนนะคะ อย่างที่เมืองไทย ข้อสอบส่วนใหญ่เป็น multiple choice questions (ข้อสอบปรนัยหรือช้อยส์) ทั้งนั้น อย่างมากสุดตอนสอบย่อยก็เขียนคำตอบยาวๆครึ่งหน้าได้ แต่ว่าลักษณะข้อสอบที่เป็นการเขียนเรียงความหรือ essay ก็ไม่ค่อยได้เคยเขียนมาก่อนค่ะ แต่ในขณะที่มาเรียนที่สิงคโปร์ ที่นี่เขียนอย่างเดียวเลยค่ะ เขียนเยอะมาก ยกตัวอย่างนะคะ อย่างตอนเรียน English literature (วรรณคดีอังกฤษ)คำตอบข้อเดียวก็เกือบ 5 หน้ากระดาษแล้วค่ะ สอบครั้งหนึ่งก็เขียนไปเกือบ 20 หน้าค่ะ  และอีกเรื่องที่ต้องปรับตัว ก็คือต้องมีวินัยในการเรียนมากค่ะ เพราะที่นี่กิจกรรมเยอะ เพื่อนเยอะต้องแบ่งเวลาดีๆ ไม่งั้นทุนอาจจะหายวั๊บได้ 555

 

ปรกติตอนอยู่ที่ไทย อาจจะมีบ้างที่คะแนนเคยตกลงบ้างแต่ส่วนมากคะแนนก็อยู่ในเกณฑ์ดี โอเคตลอด แต่มาที่นี่สอบเทอมแรกตกได้เกรด D7 (เกรด O-level จะเรียงจาก A1-F9 ค่ะ) ตกใจเลยค่ะ ยิ่งพอเข้าหลักสูตร A-level แล้วเรียนประวัติศาสตร์นี่ เรียงความจะตกมิตกแหล่ตลอด

 

พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น อันดับแรกก็ต้องใจเย็นๆค่ะ ก็ต้องบอกตัวเองว่ารุ่นพี่ผ่านไปแล้วเขาก็ทำได้ทั้งนั้น เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน หลังจากนั้นต้องมองหาข้อผิดพลาดของตัวเองให้เจอค่ะ โชคดีค่ะ ส่วนมากครูที่นี่ก็ยินดีช่วยเหลือเสมอค่ะ  มีอะไรก็สามารถขอพบครูหลังเลิกเรียนเป็นชั่วโมงๆได้เลยค่ะ นอกจากนี้ ตัวเราเองก็จะต้องมี end-goal in mind (เป้าหมาย) ด้วยค่ะ คือ อยากได้เกรดดีขนาดไหน เพราะอะไร จะได้เป็นแรงบันดาลใจค่ะ”

 

 

 

Hard work does pay off. 

 

เมื่อเรียนจบ Secondary 4 ก็ต้องสอบ O level เพื่อที่จะนำผลคะแนนไปยื่นเรียนในระดับต่อไป ปรากฏว่าผลสอบ O-Level ออกมา แยมได้ A ทั้งหมด 9 ตัวที่ลงสอบ โดยได้ A1 (หรือเทียบเท่า A+) 6 ตัว และ A2 (หรือเทียบเท่า A) 2 ตัว

 

และด้วยผลคะแนนสอบที่สูง แยมจึงสามารถได้เข้าเรียนในระดับ A-level ที่ Anglo Chinese Junior College ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มีผลคะแนนสูง มีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง แม้กระทั่งเด็กนักเรียนสิงคโปร์เอง

 

ก้าวถัดไป: ชีวิตนักเรียนไทยท่ามกลางหัวกระทิของสิงคโปร์

 

“หลังจากเรียนจบ SEC 4และสอบ O Level แล้ว แยมได้มาเข้าเรียนระดับ A level ที่ Anglo Chinese Junior College รุ่นของแยมมีแยมเป็นคนไทยคนเดียวค่ะ การที่ได้มาเรียนโรงเรียนระดับท๊อปอย่างนี้ ข้อดีคือจะมีเพื่อนเก่งๆช่วยกันเรียนค่ะ นักเรียนส่วนมากจะตั้งใจเรียนกันมากเพราะเขาเข้าใจว่าถ้าอยากเข้าคณะดีๆก็ต้องเรียนได้คะแนนดีค่ะ เราก็จะไม่ค่อยมีเวลาได้เถลไถล ช่วงใกล้สอบก็อ่านหนังสือกับเพื่อนตลอด

 

ข้อดีอีกข้อหนึ่ง คือครูที่นี่จะมีความคาดหวังสูงกับนักเรียนค่ะ เพราะฉะนั้นตอนเรียนเขาก็จะถามคำถามกึ่งนอกหลักสูตรอยู่เรื่อยๆเพื่อให้เด็กไม่ประมาท และเป็นการพัฒนา critical thinking skills ตลอด ถือว่าเป็นการเตรียมตัวสำหรับการสอบ A-levels ได้ดีเพราะสุดท้ายแล้วคำถามใน A-levels อาจจะไม่ได้อยู่ในหลักสูตรเสมอไปค่ะ

 

ชีวิตการเรียนระดับ A level ก็มีความกดดันเยอะอยู่ค่ะ ยิ่งเป็นนักเรียนทุน ความคาดหวังของคุณครูก็อยู่ในอีกระดับหนึ่งเลยค่ะ ที่สิงคโปร์จะตัดเกรดแบบ Bell curve บางครั้งเราคิดว่าเราทำได้ดีแล้ว แต่ถ้าคนอื่นทำได้เหมือนกันคะแนนที่จะตัดเกรดก็อาจจะสูงขึ้นค่ะ ดีไม่ดีอาจจะตกจากเกรด B ไป เกรด C ได้อะไรอย่างนี้ อีกอย่างคือข้อสอบที่โรงเรียนยากมากค่ะ เพราะเขาอยากกระตุ้นเด็กให้ตั้งใจเรียน ที่ทำๆอยู่เสียกำลังใจกันได้ง่ายๆ 555

 

อยู่ที่นี่ได้พัฒนาความเข้มแข็งของเรามากขึ้นค่ะ การมาเรียนที่นี่ในฐานะนักเรียนทุนก็ค่อนข้างจะถูกคาดหวังไว้สูงค่ะ นักเรียนทุนที่มาเรียนทนไม่ไหวแล้วขอลาออกจากทุนไปก็มี นอกจากผลการเรียนที่ดีแล้ว ถ้ากิจกรรมไม่เด่นพอก็จะเข้าเรียนโรงเรียนดีๆไม่ได้ค่ะ แล้วพอรู้ว่าเราเป็นนักเรียนทุนอาจจะโดนเหยียดหยามได้ถ้าเราไม่พยายามจะปรับตัวให้เข้ากับคนที่นี่”

 

 

4 ปีในสิงคโปร์ ชีวิตและการเรียนรู้

 

“เมื่อมองย้อนกลับไป การได้ทุนและมาเรียนที่สิงคโปร์เป็นโอกาสที่ทำให้แยมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากๆเลยค่ะ เปิดโลกทัศน์ตัวเองเพราะต้องมาอยุู่ใน culture (วัฒนธรรม)ใหม่ๆ ซึ่งเราต้องปรับตัวให้ได้ ยอมรับวิสัยทัศน์ของคนอื่น ต้องใจกว้าง เปิดรับคำติเตียนได้ค่ะ และก็ต้องเข้าใจว่า เราต่างคนต่างวัฒนธรรมกัน มาที่นี่จะได้เพื่อนจากหลายๆประเทศมากๆ ทั้ง สิงคโปร์ อินโด มาเลย์ จีน เวียดนาม อินเดีย 

 

อีกเรื่องคือการได้ลองทำอะไรใหม่ๆค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ตอนเข้าเรียนที่ Junior College แยมก็ได้ไปอยู่ในทีมแคนู ของโรงเรียน และได้เป็นนักกีฬาเรือแคนูของทีมโรงเรียน แข่งจริงจังเลยค่ะ ซึ่งถ้าอยู่ที่เมืองไทยก็คงไม่มีโอกาสแบบนี้”

 
 

Next Chapter วางแผนอนาคต

 

“ตอนนี้แยมเรียนจบระดับ A-Level แล้วนะคะ ผลการสอบ A-Level นะคะ แยมเรียนเลข ฟิสิกส์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ได้ A หมดทุกตัวค่ะ  

 

แยมสมัครเรียนไปหลายที่ค่ะ ที่ตอบรับมาก็มีที่ University of California, Berkeley (เบิร์กลีย์) ในอเมริกาค่ะ London School of Economics (LSE) ที่อังกฤษ  UCLA ที่อเมริกา และ McGill University ใน Montreal, Canada ค่ะ

 

แยมตัดสินใจเลือกเรียน เรียน Applied Mathematics ที่ University of California, Berkeley (เบิร์กลีย์) ในอเมริกาค่ะ แยมอยากจะไปเรียนต่อที่ อเมริกาค่ะ คิดว่าการได้ไปเรียนรู้ด้วยตัวเองน่าจะช่วยให้มองโลกได้กว้างกว่าค่ะต้องการเป็น global citizen ค่ะ 5555

 




Interviews

หยงและชีวิตการเรียนปริญญาตรีที่ JCU สิงคโปร์ article
แก้มเล่าเรื่องการไปเรียนภาษาอังกฤษระยะสั้น 4 สัปดาห์ article
ออมสินทำอย่างไร...จึงสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ได้ article
อาร์มกับการเรียนปริญญาตรี University of Newcastle ที่ PSB Academy, Singapore article
สีน้ำเล่าประสบการณ์การไปเรียนภาษาระยะสั้นช่วงซัมเมอร์ article